กินอะไรแล้วยิ่งกระตุ้นให้หงุดหงิด

กินอะไรแล้วยิ่งกระตุ้นให้หงุดหงิด

อาหารที่มีส่วนประกอบของกาแฟอีน แฮลกอฮอล์  และอาหารรสชาติเผ็ดร้อนนั้น    วัยทองควรหลีกเลี่ยงทั้งสิ้น เพราะอไรหรือ เรามาดูกัน

  1. อาหารและเครื่องดื่มที่กาแฟอีน เช่น กาแฟ ช็อคโกแล็ต น้ำชา น้ำอัดลมประเภทน้ำดำ ฯลฯ ถ้าได้รับกาแฟอีนมากเกินไปในระยะเวลาอันสั้นจะทำให้ปวดศีรษะอย่างรุนแรง  สูญเสียวิตามินบีในร่างกาย  มีผลต่อระบบประสาท  เกิดผลกระทบต่ออจิตใจอารมณ์ ทำให้นอนไม่หลับ
  2. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น เหล้า เบียร์ ไวน์ ฯลฯ แอลกอฮอล์ในปริมาณเหมาะสมจะทำให้ผ่อนคลาย อารมณ์เบิกบาน  แต่ถ้ามากเกินไปจะทำให้ขาดสติ  ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่  อาจเกิดเรื่องขัดแย้งกับผู้คนได้ง่าย
  3. อาหารที่มีรสเผ็ด เช่นพริก พริกไทย ผงกะหรี่ มัสตาร์ดขิง กระเทียม ผลิตแปรรูปที่มีรสเผ็ด ฯลฯ  อาหารรสชาติเผ็ดร้อน  จะกระตุ้นระบบประสาทให้ตื่นตัว ยิ่งทำให้อารมณ์วาวุ่น  ตื่นเต้นกระวนกระวายใจมากขึ้น

กินอะไรทำให้สูญเสียมวลกระดูก

ควรเลี่ยงอาหารเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน  เลี่ยงอาหารที่มีเกลือสูง  และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ก็ควรเลี่ยงด้วยเช่นกัน  เพราะอะไร  เรามาดูกัน

     1.อาหารและเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน หากได้รับกาเฟอีนมากเกินไป  จะทำให้ความสามารถดูดซึมแคลเซียมลดลง  และเป็นตัวเร่งอัตราการสูญเสียแร่ธาตุจากกระดูกได้  เพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุน

  1. อาหารที่มีเกลือและไขมันสูง เช่นเนื้ออบไส้กรอกรมควัน ฯลฯ  อาหารที่เค็มเกินไปมีโซเดียมสูง ซึ่งจะทำให้อัตราการสูญสลายของแคลเซียมในน้ำปัสสาวะเพิ่มมากขึ้น  แล้วเวลาที่ไตกำจัดไขมันที่มากเกินความต้องการออกไป  ก็จะดึงแคลเซียมที่กระดูกไปด้วย  ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนได้ง่าย
  2. 3. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ การดื่มเหล้าเกินขนาดจะทำลายตับ ประสิทธิภาพในการดูดซึมวิตามินดีและแคลเซียมลดลง  ส่งผลร้ายต่อกระดูกก่อให้เกิดโรคกระดูกพรุนได้  นอกจากนี้แอลกอฮอล์ยังไปลดระดับฮอร์โมนเอสโทรเจนในเลือดด้วย
  3. อาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอกรมควัน หมูแฮม  บะหมี่สำเร็จรูป  มันฝรั่งแผ่น น้ำอัดลม  ฯลฯ  อาหารพวกนี้ผ่านกรมวิธีหลายขั้นมามากเกินไป  จึงให้ฟอสฟอรัสมาก  ทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้น้อยลง  ดังนั้นไม่ควรกินอาหารแปรรูปมากเกินไป  เพื่อให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมได้เป็นปกติ

Tips

อาหารที่ส่งผลต่อการดูดซึมแคลเซียม

  1. นมวัว + ข้าวโอ๊ต = ผลการดูดซึมไม่ดี

กรดออกซาลิก กรดไฟติก  และใยอาหารในพืชจะส่งผลกระทบต่อการดูดแคลเซียม เพราะฉะนั้นถ้าต้องการเสริมแคลเซียม หลีกเลี่ยงการดื่มนมวัวร่วมกับข้าวโอ๊ต  ส่วนผักโขมกับเต้าหู้ไม่ควรกินร่วมกัน  เพราะทำให้เกิดนิ่วได้ง่าย  และลดการดูดซึมแคลเซียม

  1. อาหารที่มีธาตุเหล็กสูง + แคลเซียมสูง = ผลด้านลบ

ไม่ควรกินผลิตภัณฑ์อาหารที่มีธาตุเหล็กและแคลเซียมสูง  เพราะธาตุเหล็กปริมาณมากจะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม

กินอะไรเพื่อป้องกันกระดูกพรุน

หากต้องการลดการสูญเสียของกระดูก  จะต้องเลือกอาหารที่มีสารเพกตินสูงแคลเซียมสูง  หรือวิตามินดีสูง  ซึ่งโยเกิร์ต  เต้าหู้  และปลาเล็กปลาน้อยตากแห้ง ฯลฯ ล้วนเป็นตัวเลือดที่ไม่เลว

มวลกระดูกมีลักษณะเป็นกลุ่มตาข่ายที่สร้างจากเพกติน  (pectin)  ในกลุ่มตาข่ายนั้นมีหลอดเลือดต่างๆ  กับเซลล์กระดูกหลายล้านเซลล์ที่กระจายไปทั่วและผลิตขึ้นมาใหม่เรื่อยๆ ซึ่งแคลเซียมและแร่ธาตุต่างๆ  จะทำให้มวลกระดูกแข็งแรงขึ้น

  1. อาหารที่มีสารเพกตินสูงเช่นเห็ดหูหนู กระเจี๊ยบฟัก ปลิงทะเล เห็ดขาหมู ฯลฯ  ใยเมือกในอาหารจะช่วยเสริมสารเพกติน  ในกระดูกให้แข็งแรง  ทำให้กระดูกยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น  เพราะการกินอาหารที่มีแคลเซียมสูงอย่างเดียวไม่เพียงพอในการลดการสูญสลายของมวลกระดูกได้
  2. อาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่นนมวัว โยเกิร์ต เนย ชีส กุ้งแห้ง สาหร่ายทะเล ปลาเล็กปลาน้อย ฯลฯ
  3. อาหารที่มีไฟโตเอสโทรเจนค่อนข้างสูง เช่น ทับทิม ถั่วเหลือง ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลือง ถั่วดำ ฯลฯ สารประกอบไฟโตเอสโทรเจน (phytoestrogen) มีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเอสโทนเจน  จึงช่วยป้องกันการสูญสลายของมวลกระดูก
  4. 4. อาหารที่มีวิตามินดีค่อนข้างสูง เช่น ปลา น้ำมันตับปลา นมวัว  เห็ดหอม ฯลฯ วิตามินดีนั้นช่วยในการดูดซึมแคลเซียมบรรเทาการสูญสลายของมวลกระดูก  แต่ถ้าได้รับวิตามินดีมากเกินไปจะทำให้แคลเซียมเกิดการตกตะกอน  ส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆ  เช่น หัวใจและไต ฯลฯ ควรไดรับวิตามินดีในปริมาณพอเหมาะ  อย่างไรก็ตามปริมาณวิตามินดีในอาหารมีมาก  จึงไม่จำเป็นต้องกังวล

Tips

กินปลาเล็กปลาน้อยให้อร่อย

ปลาข้าวสาร  ปลาชิ้งฉ่าง  หรือเรียกรวมๆ  หรือว่าปลาเล็กปลาน้อยนั้น  ให้แคลเซียมสูงมากจากปลาทั้งตัว  ควรกินเมื่อทอดใหม่ๆ  จะไม่เหม็นหืนน้ำมันรสไม่เค็มจัด  กินกับข้าวต้มคู่กับถั่วลิสงก็อร่อยดี  ผสมหอยแดงซอย พริกขี้หนูสวนซอย ก็เพิ่มรสชาติ  หรือผสมในยำมะม่วง  กรุบกรอบและเพิ่มรสชาติอาหารให้อร่อยลงตัว

กินปลิงทะเลป้องกันกระดูกพรุนได้จริงหรือ

ปลิงทะเลอุดมไปด้วยสารเพกติน  ช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคกระดูกพรุน (osteoporosis) ได้ หากเข้าใจถึงเคล็ดลับการเลือกซื้อและการเตรียมปลิงทะเลก่อนประกอบอาหารอย่างถูกวิธี  ก็จะได้กินอาหารอร่อยเสริมสุขภาพให้แข็งแรง

 

สรรพคุณ

ปลิงทะเลมีประโยชน์คล้ายโสม  คือเป็นอาหารบำรุงร่างกายที่ดีมากอย่างหนึ่งเนื่องจากมีคุณค่าทางสารอาหารสูงและไม่ค่อยมีคอเลสเตอรอล  ทั้งยังอุดมด้วยเพกตินซึ่งคนวัยทองอย่างคุณควรกินปลิงทะเลมากๆ เพื่อลดโอกาสเสี่ยงเป็นกระดูกเปราะบางและภาวะกระดูกพรุน

     แต่ถ้าคุณเป็นโรคไขข้องอักเสบและโรคเกาต์  ไม่ควรกินปลิงทะเลมาก  เพราะปลิงทะเลมีโปรตีนสูงมาก  ซึ่งระหว่างขั้นตอนการเผาผลาญจะเกิดกรดยูริก ทำให้อาการป่วยรุนแรงขึ้น

 

เคล็ดลับการเลือกซื้อ

ปลิงทะเลที่วางขายตามท้องตลาดมีสองประเภท คือ ประเภททะเลแห้ง และประเภททะเลสด ซึ่งควรเลือกซื้อปลิงทะเลสดจะสะดวกกว่ามาก โดยให้เลือกปลิงทะเลที่มีเนื้อหนาพอสมควร  สีดำ มีความยืดหยุ่น มีน้ำหนักและไม่มีเศษดินเศษทราย  แต่พ่อค้าแม่ค้าบางคนกลับเติมน้ำด่างให้ปลิงทะเลตัวพองเพื่อเพิ่มน้ำหนัก  ดังนั้นถ้าคุณพบว่าปลิงทะเลมีกลิ่นน้ำด่าง  เนื้อปลิงทะเลขาดความเหนียว (พิสูจน์โดยใช้มื้อหนีบเล็กน้อย  เนื้อปลิงทะเลก็เละ) ไม่ควรเลือกซื้อ

ส่วนการเลือกปลิงทะเลแห้ง  ลักษณะภายนอกจะต้องสมบูรณ์ มีปริมาณน้ำน้อย  เมื่อดมแล้วไม่มีกลิ่นคาว

วิธีเตรียมปลิงทะเลก่อนประกอบอาหาร

สำหรับปลิงทะเลสด ก่อนที่จะนำมากิน 1 วัน ต้องนำมาล้างในน้ำอุ่นก่อน  แล้วแช่ในน้ำเย็นประมาณ 3 ชั่วโมง หลังจากแช่จนนิ่มแล้วให้ล้างดินทรายและเครื่องในออก จากนั้นนำไปต้มในน้ำร้อนโดยใช้ไฟอ่อนนานถึง 3-4 ชั่วโมง จนปลิงทะเลพองตักขึ้นมาใส่ในน้ำเย็น  แล้วเก็บในช่องแช่เย็นรอประกอบอาหาร

การเตรียมปลิงทะเลแห้งจะต้องแช่ในน้ำร้อน 2 ชั่วโมง แล้วต้มด้วยไฟแรงๆ จนเดือด ปิดเตาแล้วแช่ปลิงทะเลในหม้อต่ออีก 5-6 ชั่วโมงรอจนปลิงทะเลนิ่ม  ใช้มีเฉือนช่วงท้อง  ควักไส้ออก ล้างให้สะอาด แล้วนำไปต้มด้วยไฟแรงๆ อีก จากนั้นแช่อีก 5-6 ชั่วโมง ทำซ้ำแบบนี้สองสามครั้งจนปลิงทะเลนิ่ม  แล้วจึงเอาใส่ในหม้อสะอาด  เติมน้ำเปล่าให้ปลิงทะเลได้พองตัว  จนกระทั่งปลิงทะเลไม่มีส่วนแข็งเหลือ

เวลาแช่ต้องระวังอย่าให้โดนน้ำมันและเกลือ ฯลฯ เพราะจะทำให้ปลิงทะเลพองตัวไม่ดี  แต่เนื้อจะเละและละลายได้ง่าย  ปลิงทะเลแห้งที่คุณภาพดี  จำนวนครั้งที่แช่ก็ยิ่งมาก อาจถึงสามสี่ครั้ง แต่ถ้าคุณภาพไม่ดีแช่ครั้งเดียวก็นิ่มแล้ว

เมนูโอชะ ปลิงทะเลผัดเผ็ด

ส่วนผสม

ปลิงทะเล 1 ตัว  หมูหั่นชิ้น 1 ถ้วยตวง   น้ำพริกแกง 1 ช้อนโต๊ะ  ขมิ้น 1 แง่ง  พริกแดง 1 เม็ด  ใบมะกรูดหั่นฝอย 1 ช้อนโต๊ะ  น้ำตาลปี๊ปเล็กน้อย  น้ำมันพืช  น้ำปลา

วิธีทำ  

โขลกขมิ้นให้ละเอียด หั่นปลิงทะเลเป็นเส้นๆ เอน้ำมันพืชใส่กระทะ  ใส่เครื่องแกงและขมิ้นลงผัดจนหอม  เอาปลิงทะเลและหมูใส่ลงไปผัดจนสุก ปรุงด้วยน้ำปลา  ใส่พริกแดงหั่น  โรยหน้าด้วยใบมะกรูด

กินอย่างไรจึงต้านแลหลอดเลือดหัวใจโรคหัวใจ

โรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจส่วนใหญ่นั้นเกิดจากการกิน  ดังนั้นควรกินผักผลไม้สดให้มากๆ  ปลาทะเลน้ำลึก  ถั่วและธัญพืชต่างๆ  ในปริมาณที่เหมาะสม  ถึงจะป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจได้

ฮอร์โมนเพศหญิงนั้นช่วยลดความเข้มข้นของไขมันในเลือด  หรือคอเลสเตอรอลได้และรักษาหัวใจและหลอดเลือดหัวใจอีกด้วย  แต่เนื่องจากการขับฮอร์โมนในช่วงวัยทองจะลดลง  บวกกับโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจส่วนใหญ่เกิดจากการกิน  ดังนั้นคุณที่อยู่ในช่วงวัยทอง  จะต้องให้ความสำคัญกับการกินให้มากขึ้น  อาหารและพฤติกรรมการกินที่แนะนำต่อไปนี้  จะช่วยในการต้านโรคดังกล่าวได้

  1. กินผักสดทุกมื้อ เช่น หอม หัวใหญ่  บร็อกโคลี  มันเทศ  ขึ้นฉ่าย  ผักโขมฟักทอง  ปวยเล้ง  ดอกกะหล่ำ  ฯลฯ  ผักสดให้ใยอาหารมากมาย ซึ่งช่วยลดคอเลสเตอรอล  ป้องกันเส้นเลือดใหญ่แข็งตัว  ลดการเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ
  2. กินผลไม้สดทุกมื้อ เช่น  มะม่วง แอปเปิ้ล  ฝรั่ง  องุ่น  กล้วยหอม  แตงโม  ฯลฯ ผลไม้ล้วนอุดมด้วยใยอาหาร  วิตามิน  แร่ธาตุ  สารต้านอนุมูลอิสระ  ซึ่งช่วยเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย  และป้องกันโรคดังกล่าว
  3. กินอาหารประเภทธัญพืชทุกวัน เช่น ขนมปังโฮลวีต  ธัญพืช  ประเภทข้าวโพด  ถั่ว ข้าวโอ๊ต ฯลฯ  ธัญพืชอุดมด้วยโปรตีน  วิตามินและใยอาหาร  ช่วยลดคอเลสเตอรอล ป้องกันเส้นเลือดใหญ่แข็งตัวและรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ
  4. กินปลาทะเลน้ำลึกอย่างน้อยสัปดาห์ละสองครั้ง เช่น  ปลาเซลมอน  ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า เป็นต้น  ปลาทะเลน้ำลึกอุดมไปด้วยโอเมกา 3 และกรดไขมันอิ่มตัว  สามารถป้องกันเส้นเลือดใหญ่แข็งตัวและลดการเกิดโรคดังกล่าวได้
  5. กินผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง เช่น น้ำเต้าหู้ เต้าหู้  นมถั่วเหลือง  ถั่งแห้ง  ฯลฯ  พืชตระกูลถั่วโดยเฉพาะถั่วเหลืองมีโปรตีนและไฟโตเอสโทรเจนในปริมาณมาก  และมีสารต้านอนุมูลอิสระ  ดังนั้นควรกินอาหารที่ทำจากถั่วแทนเนื้อสัตว์  เพราะจะช่วยลดไขมันอิ่มตัวลด LDL คอเลสเตอรอล  ซึ่งเป็นไขมันไม่ดี  ป้องกันเส้นเลือดแข็งตัวและรักษาความแข็งแรงของหัวใจ

Tips

บร็อกโคลีดีอย่างไร

บร็อกโคลี (broccoli)  เป็นผักตระกูลกะหล่ำ  การกินผักตระกูลกะหล่ำมากๆ  ช่วยลดอัตราการเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งใหญ่ได้  บร็อกโคลีมีวิตามินเอสูง  อุดมด้วยธาตุเหล็กซึ่งเหมาะกับผู้ที่เป็นโลหิตจาง  ร่างกายอ่อนเพลีย  และผู้ที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับระบบประสาทอีกด้วย  นอกจากนี้บร็อกโคลียังมีประโยชน์ต่อผู้ปวดข้อและป้องกันโรคหัวใจ

 

น้ำมันมะกอกป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจจริงหรือ

น้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันพืชที่บริโภคโดยทั่วไป  ซึ่งช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจได้  คุณควรนำมาใช้ประกอบอาหาร  ทำไมเราจึงควรเลือกใช้น้ำมันมะกอกแทนน้ำมันชนิดอื่นล่ะ  มาดูกัน

สรรพคุณ

น้ำมันมะกอก (olive oil) จัดเป็นน้ำมันที่ดี  ซึ่งหมายถึงน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว (unsaturated fatty acid) สูง หรือมีกรดไขมันอิ่มตัว (saturated fatty acid)ต่ำ  เช่นเดียวกับน้ำมันข้าวโพด  น้ำมันถั่วเหลืองน้ำมันมันเมล็ดดอกทานตะวัน ฯลฯ และน้ำมันมะกอกจัดเป็นกลุ่มน้ำมันดีพิเศษ  ซึ่งหมายถึง  น้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดียว (monoun saturated fatty  acid หรือ  MUFA ) สูงถึง 72-77 ซึ่ง “สูงสุด”  กว่าน้ำมันพืชชนิดใดๆ

น้ำมันมะกอกช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดร้ายหรือ LDL (ซึ่งนำคราบไขมันไปทิ้งไว้ตามผนังเส้นเลือด) และเพิ่มคอเลสเตอรอลชนิดดี  หรือ HDL ซึ่งช่วยทำความสะอาดหรือเก็บคราบเก็บคราบจากผนังเส้นเลือด  นอกจากนี้ยังมีวิตามินเอ  เบตาแคโรทีน  และสารอนุมูลอิสระที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกายหลายประการ

น้ำมันมะกอกมีกี่แบบ

  1. น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ได้มาจากโม่ผลมะกอก ได้น้ำมันออกมาครั้งแรกโดยไม่ผ่านความร้อน  มีสีเหลืองทองอมเขียวเล็กน้อยราคาเล็กน้อย
  2. น้ำมันมะกอกที่ผ่านกรรมวิธี เป็นการผสมกับน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ในอัตราส่วนที่แน่นอนมีแต่กลิ่นและสี ระดับของกรดน้อยกว่า 5 เปอร์เซ็นต์ มีสีเหลืองทองอ่อนๆ โปร่งแสงราคาค่อนข้างถูก  แต่ก็ยังคงแพงกว่าน้ำมันพืชประกอบอาหารชนิดอื่นๆ

วิธีการปรุง

  1. น้ำมันมะกอกบริสุทธิ์ เหมาะที่จะนำมาทาขนมปัง  ทำน้ำสลัด น้ำจิ้ม  คลุกเส้นหมี่  เส้นสปาเกตตี  พาสตา  ปรุงรสอาหาร ฯลฯ ไม่เหมาะที่จะนำมาใช้ทอดหรือผัด
  2. น้ำมันมะกอกที่ผ่านกรรมวิธี เหมาะที่จะนำมาทอดหรือผัด  แต่ไม่ควรใช้อุณหภูมิสูงนัก  จะได้ไม่เกิดเขม่าน้ำมันและลดคุณค่าในอาหารซึ่งเป็นผลเสียต่อสุขภาพ

ปลาแซลมอนชะลอสมองเสื่อมได้จริงหรือ

เนื้อปลาแซลมอลอุดมไปด้วยดีเอสเอ  โอเมกา 3  และกรดไขมันไม่อิ่มตัว  ซึ่งช่วยชะลอความเสื่อมถอยของสมองในวัยทองได้

สรรพคุณ

ปลาแซลมอนเป็นปลาทะเลน้ำลึกที่มีดีเอชเอ (DHA = กรดไขมันจำเป็นซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้  พบมากในปลาทะเลน้ำลึก) สูง ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของสมองและจอประสาทตา  ทั้งยังมีโอเมกา 3 สูง และกรดไขมันไม่อิ่มตัวมากมาย  ซึ่งช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือดเส้นเลือดใหญ่แข็งตัว  ความเสื่อมถอยของสมอง  และช่วยลดคอเลสเตอรอลลดการเกิดโรคหัวในและหลอดเลือดหัวใจ  รวมทั้งโรคสมองเสื่อมหรืออัลไซเมอร์ได้ด้วย

เคล็ดลับการเลือกซื้อ

เลือกปลาแซลมอนสดที่ไม่ผ่านการแช่แข็ง  ให้ดูไขมันที่แทรกในเนื้อปลาซึ่งเป็นเส้นสีขวา  ยิ่งชัดเจนมากเท่าไร  แสดงว่ามีไขมันมาก  เนื้อจะยิ่งนุ่ม

ในกรณีที่เป็นปลาที่แช่แข็ง  ให้ใช้มื้อกดเนื้อปลาดูความยืดหยุ่นเนื้อปลาต้องมีสีส้มสด  ไม่ซีด  ไม่มีฝ้าขาวๆ ขึ้นจึงจะถือว่าเป็นสีปกติ  ถ้าเนื้อปลามีสีแดงสดผิดปกติ  อาจเป็นเพราะพ่อค้าแม่ค้าใช้สารแต่งสีเพื่อให้สีดูสวย

ไม่ควรกินปลาชนิดเดิมๆ บ่อยๆ  บริเวณที่สะสมสารพิษได้ง่ายก็ไม่ควรกิน เช่น เครื่องในปลา ไข่ปลา หนังปลา ฯลฯ พยายามเลือกปลาที่อาศัยอยู่ตามธรรมชาติเนื่องจากการวิจัยพบว่า  สารมะเร็งที่ตกคางในปลาแซลมอนตามธรรมชาติสหรัฐอเมริกาแนะนำว่าไม่ควรกินปลาทะเลน้ำลึกที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงมากเกินไป  คือ ใน 1 เดือน  ไม่ควรกินเกิน 227 กรัม

Tips

กินปลาแซลมอนให้อร่อยและได้คุณค่าสูง

  1. วิธีปรุงให้อร่อย ได้เนื้อนุ่ม  ให้ปรุงแค่สุกก็พอ  จะได้เนื้อปลาที่ยังคงมีสีชมพูอมส้มอ่อนๆ ไม่แข็ง
  2. แซมอนรมควัน เป็นปลาสดที่ปรุงกลิ่นและรสชาตินิดหน่อย  ได้กลิ่นควันจากไม้  ใส่เกลือ  พริกไทย หรือเครื่องเทศแห้งต่างๆ ตามชอบ
  3. ปลาแซลมอนสดทอดไฟแรง ให้กรอบนอกนุ่มใน  อย่าให้เนื้อปลาสุกมาก  เนื้อจะแข็งเกินไป  แล้วราดด้วยซอสสามรส ก็จะถูกปากคนไทย

หอมหัวใหญ่มีประโยชน์ต่อหัวใจจริงหรือ

ผู้หญิงวัยทองควรกินหอมหัวใหญ่มากๆ  เพราะเป็นผักที่มีประโยชน์ต่อความแข็งแรงของผู้ป่วยโรคไขมันในเลือดสูง  โรคความดันโลหิตสูง  และโรคหัวใจ

สรรพคุณ

หอมหัวใหญ่อุดมด้วยแร่ธาตุ  วิตามิน  สารต้านอนุมูลอิสระ  เบตาแคโรทีน  น้ำมันระเหย  และฟลาโวนอยด์ไกลโคไซด์ (flavonoid glycosides) ซึ่งมีคุณสมบัติขัดขวางของไขมัน ฯลฯ ช่วยลดคอเลสเตอรอล  ป้องกันการก่อตัวในลิ่มเลือด  ทำให้ความดันโลหิตลดลง  มีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคไขมันในเลือดสูง  ความดันโลหิตสูง  และโรคหัวใจ ผู้หญิงวัยทองกินได้ในปริมาณมาก

ถ้านำหอมหัวใหญ่ไปปรุงอาหารจนสุก  จะมีรสชาติหวาน  ว่ากันว่า…ถ้ากินหอมหัวใหญ่วันละครึ่งหัวทุกวัน ติดต่อกันอย่างน้อย 2 เดือน  จะช่วยลดอาการโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจได้

เคล็ดลับการเลือกซื้อ

เลือกหอมหัวใหญ่ที่มีลักษณะกลม  สมบูรณ์  ไม่มีรอยแตก  เปลือกลื่นเป็นมัน ไม่มีหน่อแตกออกมา

Tips

หอมหัวใหญ่ กินจับคู่อะไรแล้วยิ่งดี

หอมหัวใหญ่ + เห็ดหูหนู

หั่นหอมหัวใหญ่เป็นแว่น  ลวกด้วยน้ำอุ่น  ใส่ผสมกับเห็ดหูหนูที่ลวกไว้ก่อนหน้า  อาจปรุงรสเป็นอาหารหวาน หรือยำกินปรุงรสชาติตามชอบ

  • หอมหัวใหญ่ ช่วยรักษาโรคเบาหวาน ความดันสูง ไขมันในเลือดสูง
  • เห็ดหูหนูดำ ช่วยลดไขมันในเลือด ป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจป้องกันการเกาะตัวของเลือด

เมื่อกินอาหารทั้งสองนี้ร่วมกัน  จะเสริมฤทธิ์ต้านทานโรคได้ดียิ่งขึ้น

กินแบบไหนเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ

อาหารที่มีไขมันสูงอย่างเนื้อติดมัน  เครื่องในสัตว์  ช็อกโกแลต ขนมเค้ก และเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์  เป็นต้น ล้วนก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจได้ง่าย  ดังนั้นต้องระมัดระวังให้มากเป็นพิเศษ

พฤติกรรมการกินที่ไม่ดี

  1. ชอบกินของหวาน เช่น ช็อกโกแลต ขนมเค้ก ขนมปัง ขนมหวาน ฯลฯ เนื่องจากน้ำตาลจะเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอร์ไรด์ในตับได้  ทำให้ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดเพิ่มสูงเพิ่มมากสูงขึ้น  ซึ่งจะก่อให้เกิดโรคหัวในและหลอดเลือดหัวใจตามมา
  2. ชอบดื่มเหล้าไม่ว่าในงานเลี้ยงหรืออาหารธรรมดาๆ ก็จะต้องดื่มเหล้าเสมอ ทำให้ระบบ LDL คอเลสเตอรอลเพิ่มสูงขึ้น ก่อให้เกิดโรคไขมันในเลือดสูงได้
  3. ชอบกินอาหารที่มีไขมันสูง เช่น เนื้อติดมัน กุ้ง ปู เครื่องใน ไชอบกินผักผลไม้
  4. ไม่ออกกำลังกาย

กินอย่างไรจะต้านมะเร็งในผู้หญิง

กะหล่ำปลี ผักโขม ถั่งเหลือง ข้าวกล้อง ฯลฯ  อาหารเหล่านี้ล้วนป้องกันโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี ผู้หญิงในช่วงวัยทองจึงไม่ควรขาดเลยทีเดียว!

ค้านมะเร็งเต้านม

  1. กินอาหารที่มีใยอาหารและคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนสูง กินไขมันแต่น้อย
  2. กะหล่ำปลี ดอกกะหล่ำ และหัวผักกาด ล้วนยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมได้ดี
  3. กินอาหารที่มีแบตาแคโรทีน วิตามินซี วิตามินเอ  ฯลฯ เพราะมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  4. กินอาหารที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว เช่น  น้ำนมถั่งเหลือง น้ำมันงา  น้ำมันปลา ฯลฯ
  5. เลี่ยงเครื่องดื่มที่แอลกอฮอล์และกาเฟอีน

Tips

“กะหล่ำปลี” มีสารประกอบอินโดล (indole) ซัลโฟราเฟน (sulforaphen) และซีลีเนียม ซึ่งช่วยป้องกันมะเร็งและยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้  ก่อนนำมาประกอบอาหาร  ให้แช่ด่างทับทิมเพื่อล้างสิ่งสกปรกและไข่หนอนที่ติดอยู่ตามใบให้สะอาด

ต้านมะเร็งปากมดลูก

  1. กินอาหารที่มีเบตาแคโรทีนมากๆ เช่น แครอต  ผักโขม ฟักทอง พริกหยวกเหลือง ไข่แดง ฯลฯ
  2. กินอาหารที่มีวิตามินอีมากๆ เช่น  จมูกข้าวสาลี ผักใบเขียวเข้ม ถั่วเปลือกแข็ง อะโวคาโด เมล็ดทานตะวัน ฯลลฯ
  3. กินอาหารให้ครบห้าหมู่เพื่อให้รับสารอาหารครบ ร่างกายจะได้แข็งแรง

Tips

“ผักโขม”  อุดมด้วยเบตาแคโรทีน วิตามินซี  กรดโฟลิก  วิตามินเค  และโพแทสเซียม  ช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์และซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอผักโขมมีกรดออกซาลิกจึงมีรสฝาด  ดังนั้นก่อนนำมาประกอบอาหาร  ควรลวกในน้ำร้อนสักครู่เพื่อขจัดรสฝาด  แต่อย่าลวกนานเกินไป  เพราะจะทำลายวิตามินซีได้ และไม่ควรต้มผักโขมกับเต้าหู้  เพราะกรดออกซาลิกจะขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม

ต้านมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

  1. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวและคอเลสเตอรอลสูง เช่น เนื้อติดมัน เนย นมสด กุ้ง ปู ไข่แดง ฯลฯ เพราะไขมันที่มากเกินไปจะให้ผลิตฮอร์โมนเอสโทรเจนเกินขนาด กระตุ้นการสร้างเยื่อบุมดลูกมากเกินไปจนก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้
  2. ไม่ควรสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  3. กินผักผลไม้ที่มีใยอาหารสูง อุดมด้วยแร่ธาตุ วิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระ  และไฟโตเอสโทรเจน เช่น มะละกอ แครอต ฟักทอง มะม่วง มะเขือเทศ ถั่วเหลือง ฯลฯ

Tips

“ถั่วเลือง” มีสารไฟโตเอสโทรเจนสูง ฯลฯ ซึ่งช่วยลดอาการต่างๆ ในวัยทองของผู้หญิง  และมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระจึงช่วยป้องกันโรคมะเร็ง  ผลการวิจัยในต่างประเทศพบว่า  ผู้ที่กินถั่วเหลืองเป็นประจำ จะมีอัตราการเป็นมะเร็ง เยื่อบุโพรงมดลูกน้อยกว่าผู้ที่ไม่ค่อยกินถั่วเหลืองประมาณ 33 เปอร์เซ็นต์ แต่ต้องระวังอย่าให้ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลืองได้รับความชื้น  เพราะจะทำให้เกิดสารพิษอะฟลาท็อกซินได้ง่าย ซึ่งส่งผลเสียต่อตับ

ต้านมะเร็งรังไข่

  1. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง กินเนื้อแดงให้น้อยลง เพราะมีโอกาสเสี่ยงที่จะทำให้เป็นมะเร็งรังไข่ ให้หันมากินผักสดให้มากขึ้น
  2. กินธัญพืช ถั่วเปลือกแข็ง และเห็ดให้มากๆ  เนื่องจากอุดมด้วยสารอาหาร  วิตามิน และแร่ธาตุ ที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันโรค

Tips

“ข้าวกล้อง” อุดมด้วยวิตามินและเกลือแร่มากมาย ช่วยบำรุงสมองซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอ  ยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็ง ฯลฯ ส่วนข้าวกล้องงอก  สามารถดูดซึมเอนไซม์และแร่ธาตุเพิ่มมากขึ้น  ช่วยขับสารพิษออกนอกร่างกายและเสริมภูมิคุ้มกันโรค

  1. ไม่ควรสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ดื่มกาแฟ และกินอาหารรสเผ็ดจัด เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงที่กระตุ้นให้เกิดเซลล์มะเร็ง
  2. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีฟอสฟอรัสสูง เช่น  อาหารแปรรูป ไม่ควรกินอาหารที่มีเกลือสูงและอุดมไปด้วยกรดออกซาลิกและกรดไฟติกในปริมาณมากเกินไป เช่น ผักโขม มะเขือ ถั่วลิสง มันเทศ ช็อกโกแลต น้ำโคล่า น้ำชา

Tips

  1. พยายามอย่าหั่นแครอตเป็นชิ้นก่อนปรุงอาหาร เพราะเป็นการเพิ่มพื้นที่หน้าตัดของเนื้อเยื่อแครอต จะทำให้สูญเสียประสิทธิภาพของสารมะเร็งที่อยู่ในแครอต
  2. นักวิจัยทางอาหารแนะนำว่า หากนำแครอตมาต้มก่อนหั่นเป็นชิ้นแครอตจะมีสาร “ฟอครรินอล” ซึ่งเป็นสารต้านมะเร็ง มากกว่าหั่นเป็นชิ้น ก่อนนำไปต้มถึง 25 เปอร์เซ็นต์ สารฟอคารินอลนี้มีประโยชน์ในการต้านเซลล์มะเร็ง

กินแบบผิดๆ ก่อมะเร็งจริงหรือ

การป้องกันโรคมะเร็งจะต้องเริ่มจาการกิน! พฤติกรรมการกินที่ไม่ก่อประโยชน์ หลายอย่างล้วนเป็นตัวการสะสมเร่งให้เป็นมะเร็งแล้วตายผ่อนส่งได้  ถ้าคุณมีพฤติกรรมการกินที่จะบอกต่อไปนี้  ต้องแก้ไขด่วนแล้วล่ะ

  1. ชอบกินเนยมาก เนยที่ทำจากไขมันสัตว์นั้นมีกลิ่นหอม จึงดึงดูดให้เกิดความอยากอาหารแต่ถ้ากินมากเกินไป จะเพิ่มอัตราการเกิดโรคมะเร็งเต้านมได้
  2. ชอบกินน้ำสลัดน้ำสลัดหรือมายองเนสตามท้องตลาดนั้นมีแคลอรีค่อนข้างสูง ควรเลือกน้ำสลัดแบบใส  หรือน้ำสลัดที่ไขมันต่ำหรือปลอดไขมันแทนดีกว่า
  3. ดื่มนมสดเป็นประจำ ทำให้ได้รัยไขมันมากเกินไปควรเลือกดื่มนมสดไขมันต่ำหรือพร่องมันเนย หรือกินเต้าหู้นมถั่วเหลืองบ้าง
  4. ชอบกินหนังไก่และกากแป้งทอด หนังไก่มีไขมันสูงมาก ส่วนกากแป้งทอดนั้นอมน้ำมันและมีปริมาณโซเดียมมาก ควรลด ละ เลิก เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณเอง
  5. ชอบกินอาหารมักดอง เช่น ผักดอง ผลไม้ดอง เนื้อแดดเดียว ไข่เข็ม ฯลฯ ไม่ควรกินมาก เพราะมีโซเดียมสูง
  6. ชอบกินขนมหวานที่ทำจากแป้งหมี่ ถึงแม้แป้งหมี่ขาวเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปจากธัญพืช แต่เนื่องจากผ่านกรรมวิธีต่างๆ ทำให้สารอาหารหลายอย่างสูญสลายไประหว่างขั้นตอนการผลิต  ควรหันมากินขนมประเภทเมล็ดธัญพืชอบ  ถั่งเปลือกแข็ง  และผักผลไม้จะมีประโยชน์มากกว่า
  7. ชอบกินขนมหวานที่มีส่วนผสมของกาแฟอีน เช่น ไอศกรีมและเค้กช็อกโกแลต รสกาแฟ ฯลฯ ซึ่งนอกจะมีน้ำตาลสูงแล้วยังมีกาแฟอีนอีก ควรหันมากินขนมหวานที่มีน้ำตาลต่ำ ไร้กาแฟอีน แต่ใยอาหารหรือไฟเบอร์สูงแทน
  8. ชอบดื่มน้ำอัดลมแทนน้ำเปล่า การดื่มน้ำอัดลมเย็นซ่าชื่นใจนั้นช่วยแก้กระหายได้ชั่วคราว  แล้วยังมีฟอสฟอรัส กรดคาร์บอนิกและน้ำตาลปริมาณมาก  ซึ่งไม่เพียงมีผลต่อการสูญเสียแคลเซียมในร่างกาย  แตยังส่งผลกระทบต่อการกินอาหารมื้อหลักด้วย ดังนั้นเราควรหันมาดื่มน้ำเปล่ากันดีกว่า  เพื่อประโยชน์ในการขับพิษต่างๆ  ออกจากร่างกาย
  9. ชอบกินอาหารฟาสต์ฟู้ด แม้จะอร่อย สะดวก และรวดเร็ว แตอาหารฟาสต์ฟู้ดมีแตไขมันและเกลือ  หากกินเป็นประจำ ไขมันจะสะสมก่อให้เกิดโรคอ้วนและโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ได้ง่าย
  10. ชอบกอนอาหารทอดที่ใช้ความร้อนสูง เช่น มันฝรั่งทอด กล้วยแขก ปาท่องโก๋ ลูกชิ้นทอด ฯลฯ นอกจะทำให้เกิดสารก่อมะเร็งแล้ว ยังมีน้ำมันสูง ส่งผลต่อการเผาผลาญกรดไขมันในร่างกาย ขัดขวางการก่อตัวของเซลล์และการผลิตฮอร์โมน เพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจด้วย ดังนั้นจึงควรเปลี่ยนวิธีการปรุงอาหาร  มาใช้วิธี ต้ม นึ่ง และตุ๋นแทน
  11. แม้ว่าจะอิ่มแล้วแต่ก็ยังกินอยู่  แม้พึ่งกินข้าวเสร็จ แต่เห็นของกินวางอยู่ตรงหน้าก็กินเข้าไปอีก ทำให้กลายเป็นโรคอ้วน
  12. ใช้น้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวปรุงอาหาร น้ำมันต่างๆ เช่น น้ำมันหมู เนย น้ำมันมะพร้าว ฯลฯ แม้ว่าจะช่วยให้อาหารอร่อย  แต่ก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจได้ง่ายเช่นกัน
  13. กินอาหารแปรรูปเป็นประจำ เช่น หมูย่อง ปลาตากแห้ง ไส้กรอกรมควัน ฯลน ล้วนเป็นอาหารที่ฟอสฟอรัสและโซเดียมสูง รวมทั้งใส่สารให้สีเข้าไปด้วย หากกินเป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งได้

กินอะไรเพื่อบำรุงสายตา

เป็นที่รู้กันดีว่า แครอตมีสรรพคุณอย่างดีเยี่ยมในการป้องกันดวงตา  แต่ที่จริงแล้ว ฟักทองและพริกหยวกเหลืองต่างก็มีส่วนช่วยบำรุงสายตาเช่นกันกินให้มากเพื่อดวงตาสดใส

แครอต

แครอตอุดมด้วยแบตาแคโรทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์และเพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย เบตาแคโรทีนสามารเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ซึ่งมีผลในการบำรุงสายตา  ช่วยให้มองเห็นได้ดีในที่มืด

ควรเลือกซื้อแครอตที่มีสีส้มสด หัวใหญ่ อวบ ผิวเรียบ ขั้วสีเขียวสด

รู้ไว้ได้ประโยชน์

  1. หากกินในปริมาณมาก ร่างกายจะเปลี่ยนเบตาแคโรทีนเป็นวิตามินเอไม่ทัน ทำให้ผิวพรรณกลายเป็นสีเหลือง
  2. การปรุงอาหารด้วยการผัดน้ำมัน จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมเบตาแคโรทีนจากแค-รอตได้ดี

ฟักทอง

ฟักทองอุดมด้วยเบตาแคโรทีนที่สามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ ช่วยบำรุงสายตาและผิวพรรณ  ควรเลือกซื้อฟักทองที่รูปทรงสมบูรณ์  มีเส้นที่เปลือกนอกชัดเจน

รู้ไว้ได้ประโยชน์

  1. เปลือกฟักทองอุดมด้วยแร่ธาตุและวิตามิน ควรนำฟักทองไปนึ่งจนสุกแล้วกินทั้งเปลือก
  2. หากกินในปริมาณมาก ร่างกายจะเปลี่ยนเบตาแคโรทีนเป็นวิตามินเอไม่ทัน ทำให้ผิวพรรณเป็นสีเหลือง
  3. ฟักทองอุดมด้วยคาร์โบไฮเดรต เวลานำไปประกอบอาหารไม่ควรใส่น้ำตาลมากเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดโรคอ้วนหรือความดันโลหิตสูง

พริกหยวกเหลือง

พริกหวานหรือพริกหยวกเหลืองอุดมไปด้วยสารซีเซนทินและเบตาแคโรทีน ซึ่งสามารถขจัด active oxygen (ออกซิเจนที่ก่อให้เกิดสารพิษในร่างกาย) ในดวงตา ป้องกันโรคจุดสีเหลืองในดวงตา  สามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ  บำรุงผิวพรรณ เพิ่มประสิทธิภาพในการมองเห็น

พริกหยวกเหลืองเหมาะที่จะกินดิบ  จะทำให้ร่างกายดูดซึมสารอาหารได้ครบถ้วน  ควรเลือกพริกหยวกเหลืองที่มีสีเหลืองสด  รูปทรงสมบูรณ์  แข็งไม่ควรซื้อที่มีรอยช้ำและรอยจุดสีน้ำตาล

เครื่องดื่มโอชะ น้ำแครอตเพื่องดวงตาสดใส

ส่วนผสม

แครอตปลอกเปลือก 1 หัว

น้ำเชื่อม  ½  ถ้วย

น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ

เกลือ 1 ช้อนชา

น้ำเปล่า 2 แก้ว

วิธีทำ

ล้างแครอตให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใสในเครื่องปั่น เติมน้ำเปล่าแล้วปั่นให้เข้ากันจนละเอียด เทใส่แก้ว เติมน้ำเชื่อมเล็กน้อย น้ำมะนาว เกลือเพื่อเพิ่มรสชาติ ควรดื่มทันที

กินอะไรมีผลต่อสายตา

นอกจากการใช้สายตามากเกินไปจะทำร้ายการมองเห็นแล้ว   อาหารก็ส่งผลกระทบต่อสายตาเช่นกัน  หากต้องการปกป้องดวงตา  ควรระมัดระวังในการกิน ผงชูรส อาหารรสเผ็ด  อาหารปิ้ง ย่าง อบ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

ผงชูรส

ชื่อทางเคมีผงชูรสคือโมโนโซเดียมกลูตาเมต  ร่างกายสามารถสร้างได้เอง  แต่ถ้าได้รับปริมาณมากเกินไปจะทำให้ใบหน้าร้อนผ่าว หัวใจเต้นเร็วขึ้น ส่งผลกระทบต่อการมองเห็นเนื่องจากชั้นจอประสาทตา  (เรตินา) ถูกทำลาย เป็นต่อหินได้ง่าย พฤติกรรมการเติมผงชูรสเวลาปรุงอาหารเพื่อเพิ่มความหอมอร่อยจะต้องค่อยๆ ปรับเปลี่ยน  โดยหันเหไปใช้เครื่องปรุงรสจากธรรมชาติแทน เช่น โรสเมรี เป็นต้น

อาหารรสเผ็ด

อาหารที่มีฤทธิ์กระตุ้นอย่างพริก  กระเทียม  ขิงสด และต้นหอม ถ้ากินปริมาณมากเป็นประจำโดยเฉพาะกระเทียม  จะส่งผลต่อการมองเห็น แม้อาหารรสเผ็ดจะมีรสอร่อยและกระตุ้นการเจริญอาหาร  ก็ควรกินแต่น้อย เพื่อเลี่ยงผลกระทบต่อการมองเห็นและความจำ

อาหารปิ้ง ย่าง

การกินอาหารปิ้ง ย่าง จะมีเขม่าควันฟุ้งจนทำให้เกิดการระคายเคืองต่อดวงตา ตาแห้ง

เหล้า เครื่องดื่มต่างๆ ที่ผสมแอลกอฮอล์

แพทย์แผนจีนกล่าวไว้ว่า  ดวงตากับตับนั้นมีความสัมพันธ์กัน  ถ้าตับไม่แข็งแรงก็ส่งผลต่อการมองเห็นด้วย  การดื่มเหล้ามากเกินไปอย่างต่อเนื่องจะทำให้เป็นโรคตับแข็ง ลดประสิทธิภาพการขจัดพิษของตับ จากนั้นจะส่งผลต่อสุขภาพดวงตา

Tips

วัยทองอย่าประมาทเรื่องดวงตา

วัยหมดประจำเดือนไม่ควรนิ่งนอนใจ  จักษุแพทย์เตือนว่า ผู้หญิงวัย 40 ปีขึ้นไป เสี่ยงเป็น “โรคจุดศูนย์กลางจอประสาทตาเสื่อม” สูง เหตุเพราะการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน  และจอประสาทตาเกิดภาวะเสื่อมตามอายุที่เพิ่มขึ้นและหากปล่อยทิ้งไว้อาจนำไปสู่อาการตาบอดได้

แนะนำให้ผู้สูงอายุ 40 ปีขึ้นไปควรเริ่มเข้าการรักษาตรวจสุขภาพตา 1-2 ปีต่อครั้ง  เพื่อตรวจหาสัญญาณและป้องโรคที่อาจเกิดขึ้นได้ แล้วควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อดูแลสุขภาพดวงตา

น้ำผึ้งแก้อาการนอนไมหลับได้จริงหรือ

นอกจากหอมหวานรสอร่อยแล้ว น้ำผึ้งมีฤทธิ์แก้อาการนอนไม่หลับในวัยทองด้วย  แต่ต้องเลือกซื้อน้ำผึ้งอย่างพิถีพิถัน  ถึงจะได้ประโยชน์ต่อสุขภาพแข็งแรง

สรรพคุณ

น้ำผึ้งสารอาหารที่มีประโยชน์มากมาย เช่น น้ำตาลกลูโคส  น้ำตาลฟรักโทส วิตามินซี วิตามินเค วิตามินบี1 วิตามินบี 2  โพแทสเซียม  กรดอมิโน ฯลฯ ซึ่งสามารถรักษาสมดุลของกรด-ด่างในร่างกาย บำรุงสมองและประสาท  บรรเทาอาการหงุดหงิดนอนไม่หลับ  เหมาะอย่างยิ่งผู้หญิงวัยทองที่มีปัญหาเรื่องนอนไม่หลับ

เคล็ดลับการเลือกซื้อ

  1. เลือกซื้อน้ำผึ้งสองขวดที่มียี่ห้อเดียวกันแต่เดือนผลิตที่ไม่เหมือนกันมาเพื่อเปรียบเทียบ ถ้าน้ำผึ้งธรรมชาติ รสชาติ สีสัน  และความเข้มข้นของทั้งสองขวดจะไม่เหมือนกัน  แต่ถ้าเป็นน้ำผึ้งที่ผลิตขึ้นเองจะมีลักษณะเหมือนกัน
  2. เขย่าขวดน้ำผึ้งขึ้นลงไปมา หากมีฟองมากแสดงว่ามีน้ำตาลมาก แต่ถ้ามีฟองน้อยแสดงว่าเป็นน้ำผึ้งคุณภาพดี  ปกติน้ำผึ้งต้องมีน้ำอยู่ไม่เกิน 20-21 เปอร์เซ็นต์
  3. มีลักษณะโปร่งแสงมีกลิ่นหอม ไม่มีกลิ่นเจือป่น

ข้อควรระวัง

  1. ไม่ควรให้เด็กทารกกินน้ำผึ้ง เพาระขั้นตอนระหว่างการกลั่นและขนส่ง  อาจมีการป่นเปื้อนของเชื้อแบคทีเรียได้
  2. คนเป็นโรคเบาหวานไม่ควรดื่มน้ำผึ้ง
  3. ผู้ที่อาหารไม่ย่อย และอาเจียนบ่อยไม่ควรดื่มน้ำผึ้ง

Tips

ดื่มน้ำผึ้งอย่างไรให้หลับสบาย

  1. น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำร้อนหรือน้ำอุ่นชงดื่ม เวลาอาหารเย็นหรือก่อนนอน
  2. ชงน้ำผึ้งผสมกับน้ำอุ่นหรือน้ำชาดอกไม้ จิบก่อนนอน
  3. ทำ “น้ำขิงผสมน้ำผึ้ง” โดยเตรียมส้ม 1 ผล ขิงผงสำเร็จรูป 1 ซอง น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา น้ำร้อน 2/3 ถ้วย

ให้คั้นน้ำส้มพักไว้  ชงขิงสำเร็จรูปกับน้ำร้อนในถ้วยผสม  ใส่น้ำผึ้งลงไป  จากนั้นเติมน้ำส้มที่คั้นไว้  คนให้เข้ากัน  แล้วเทใส่แก้ว  ดื่มตอนอุ่นๆ

 

 

 

Facebook Comments

ร่วมแสดงความคิดเห็น