กินแบบไหนทำให้นอนไม่หลับ

กินแบบไหนทำให้นอนไม่หลับ

สารกาเฟอีน  แอลกอฮอล์  และผลิตภัณฑ์ยา ฯลฯ ล้วนมีผลต่อการนอนไม่หลับในวัยทองได้ทั้งสิ้น  การกินมื้อเย็นมากเกินไป  การกินของว่างยามดึก ดื่มน้ำมากๆ ก่อนนอน ก็ทำให้คุณภาพในการหลับลดลงด้วย

อาหารที่ก่อให้เกิดอาการนอนไม่หลับ

  1. เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน กาเฟอีนจะกระตุ้นระบบประสาท ทำให้การหายใจและการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น ลดปริมาณการผลิตฮอร์โมนที่ช่วยทำให้นอนไม่หลับ  ยิ่งไปกว่านั้นยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ  ทำให้ต้องตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำตอนดึก  ส่งผลให้การนอนหลับไม่เต็มอิ่ม
  2. เหล้า หากคุณเป็นคนที่นอนหลับยาก ไม่ควรดื่มเหล้าตอนกลางคืน  เพราะแม้ว่าเหล้าจะทำให้รู้สึกง่วงนอนเร็ว  แต่ก็ทำให้นอนหลับไม่สนิท  ตื่นขึ้นมาก็จะมึนศีรษะ
  3. ยา ผลข้างเคียงของยาบางชนิดอาจก่อให้เกิดปัญหานอนไม่หลับการนอนไม่หลับ เช่น ยาขยายทางเดินหายใจ ยาสเตียรอยด์ ยาลดความดันบางชนิด ยากระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง อย่างยาลดความอ้วน ฯลฯ ก่อนที่จะกินยาเหล่านี้  ควรขอคำแนะนำจากแพทย์
  4. เลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดลมในร่างกาย เช่น ถั่วต่างๆ มันเทศ หัวหอมใหญ่ พริกหยวก บร็อกโคลี มันแกว ข้าวโพด กล้วยหอม ขนมปัง ส้มโอ ฯลฯ
  5. อาหารที่มีไขมันสูงและรสเผ็ด เพราะจะทำให้แสบกระเพราะอาหาร ระบบการย่อยไม่ดี  จนอาจมีอาการท้องเสีย
  6. 3. พฤติกรรมการกินที่นอนไม่หลับ
  7. กินอาหารมื้อเย็นมากเกินไป ทำให้กระเพาะอาหารทำงานหนักและยังอาจมีอาการอึดอัด แน่นท้อง ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการนอน
  8. กินอาหารว่างตอนดึก เพาะจะทำให้การย่อยและดูดซึมไม่ดี แต่ถ้ารู้สึกหิวมากจนนอนไม่หลับ ก็อาจดื่มน้ำอุ่นๆ เล็กน้อยเพื่อบรรเทาอาการหิว
  9. ดื่มน้ำมากๆ ก่อนนอน มักทำให้ตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำกลางดึก

กินอะไรจึงจะนอนหลับสบาย

นมวัว โจ๊กลูกเดือย ขนมปังโฮลวีต น้ำชากลิ่นดอกลาเวนเดอร์และน้ำชากลิ่นคาโมไมล์ล้วนช่วยให้คุณนอนหลับสบายอย่างไม่น่าเชื่อ!

อาหารที่ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น

  1. นมวัว อุดมด้วยกรดอมิโนทริปโตแฟนที่ช่วยกระตุ้นให้เซลล์ประสาทผลิตสารที่ทำให้รู้สึกง่วงนอนออกมา นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมที่จะให้จิตใจสงบได้ ดังนั้นก่อนนอนสัก 1 ชั่วโมงควรดื่มนมวัวอุ่นๆ สักแก้วจะทำให้นอนหลับสบาย
  2. โจ๊กลูกเดือย ในบรรดาธัญพืชต่างๆ ลูกเดือยเป็นธัญพืชที่มีกรดอมิโนทริปโตแฟนมากที่สุด อีกทั้งยังมีแป้งมาก เมื่อกินแล้วจะทำให้รู้สึกอิ่มสบายท้อง จึงสามารถกระตุ้นการผลิตอินซูลินและเพิ่มปริมาณกรดอมิโนทริปโตแฟนทำให้สมองผ่อนคลาย นอนหลับได้ดีขึ้น
  3. ขนมปังโฮลวีต มีกรดอมิโนทริปโตแฟนมากมาย ซึ่งทำให้รู้สึกผ่อนคลาย  สบายตัว  คลายเส้นประสาทที่ตรึงเครียด ทำให้รู้สึกอยากนอนหลับ
  4. น้ำชากลิ่นดอกลาเวนเดอร์ ดอกลาเวนเดอร์ช่วยผ่อนคลายความเครียด  ทำให้จิตใจสงบ  ควรดื่มก่อนนอนสัก 1 ชั่วโมง
  5. น้ำชากลิ่นดอกคาโมไมล์ ดอกคาโมไมล์ช่วยทำให้จิตใจสงบและนอนหลับได้ดีขึ้น  จึงควรดื่มก่อนนอนสัก 1 ถ้วย
  6. อาหารที่มีสรรพคุณช่วยให้จิตใจสงบ เช่น น้ำชารากบัว  น้ำชาดอกลิลลี่ไส้ลำไย กีวี ครีมเมล็ดงา ซุปข้าวโพด  เป็นต้น
  7. อาหารที่อุดมด้วยวิตามินบีทั้งหลาย เช่น ผลิตภัณฑ์โฮลวีต ถั่วลิสง  ผักใบเขียว  นมวัว ตับ เนื้อวัว เนื้อหมู ไข่ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยรักษาระบบประสาทให้แข็งแรง  และขจัดความกลัดกลุ้มกระวนกระวายใจได้

กินอะไรบรรเทาอาการวิงเวียนและตาลาย

คุณสามารถกินถั่วดำ  เมล็ดข้าวดำ ผักใบเขียวเข้ม ดอกเก๊กฮวย  และใบชาให้มากๆ  ช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนและตาลายในวัยทองได้

  1. ถั่วดำ อุดมด้วยใยอาหารแคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามินบีหลายชนิด และกรดไขมันไม่อิ่มตัว ฯลฯ รักษาอาการต่างๆ เช่น วิงเวียน ตาลาย ร่างกายอ่อนแรง โลหิตจาง  เป็นต้น
  2. ผักใบเขียวเข้ม มีวิตามินบีหลายชนิด ทำให้ระบบประสาทแข็งแรง ผ่อนคลายความเครียด ขจัดความเหนื่อยล้า อีกทั้งแก้ไขปัญหาอาการวิงเวียน ปวดศีรษะในวัยทองได้ด้วย
  3. ดอกเก๊กฮวย มีกรดอมิโนและแร่ธาตุหลายชนิด แก้ร้อนในทำความสะอาดตับ บำรุงสายตา แก้อาการวิงเวียนและปวดศีรษะ ผิวหนังแห้งแตก คอแห้งผาก และปวดตาให้ดีขึ้น
  4. ใบชา มีสารกาเฟอีน วิตามินหลายชนิด ใยอาหาร โปรตีน แร่ธาตุ ฯลฯ มีสรรพคุณขับปัสสาวะ ลดอาการบวม ทำให้ตับสะอาดและบำรุงสายตา แล้วยังแก้อาการวิงเวียน ปวดศีรษะในวัยทองได้ด้วย

เครื่องดื่มโอชะ ชาสมุนไพรโอชะ

  • ชาเก๊กฮวยกับพุทราจีน ดอกเก๊กฮวยแห้ง 10 กรัม ต้มกับพุทราจีน 10-20 ลูก จะได้ความหวานตามธรรมชาติจากพุทราจีน
  • ชาเขียวใบหม่อนดอกมะลิและเก๊กฮวย ใช้ชาเขียวใบหม่อนที่แห้งแล้ว  ดอกเก๊กฮวยแห้ง ดอกมะลิแห้งปลอดสารพิษอย่างละเท่าๆกัน นำมาชงกับน้ำเดือดๆ ปิดฝาไว้ จะได้ชาที่กลมกล่อมและหอมมาก

กินอะไรทำให้วิงเวียนและปวดศีรษะ

บางครั้งอาจเป็นเพราะคนวัยทองกินอาหารที่ไปกระตุ้นให้เส้นเลือดหดตัว  เช่น เนย ชีส เนยถั่ว เนื้ออบ หรือดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์  และน้ำชา  กาแฟมากเกินไป

อาหารที่ทำให้วิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ

  1. อาหารที่มีกรดอมิโนไทโรซีนมาก เช่นนม นมเปรี้ยว เนย ชีส ฯลฯ กรดอมิโนไทโรชซีน (tyrosine amino acid) หลังจากเข้าสู่ร่างกายแล้วจะถูกเผาพลาญกลายเป็นสารเคเซน (casein) ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้เส้นเลือดหดตัวและก่อให้เกิดอาการวิงเวียน ปวดศีรษะ
  2. อาหารที่มีเกลือไนไตรต์ เช่น ปลาตากแห้งอบ ไส้กรอกอบทรงเครื่อง เนื้ออบ เป็ดอบ ฯลฯ อาหารพวกนี้จะทำให้ความสามารถในการดักจับออกซิเจนลดลง วัยทองจึงมีอาการวิงเวียน ปวดศีรษะ
  3. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น ไวน์แดง เบียร์ เหล้าขาว ฯลฯ ล้วนก่อให้เกิดอาการปวดศรีษะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไวน์แดง
  4. เครื่องดื่มที่กาเฟอีน เช่น  กาแฟ น้ำชา น้ำโคล่า ฯลฯ จะกระตุ้นระบบประสาท  ทำให้หลอดเลือดบีบรัดตัวมากเกินไป  จนเกิดอาการวิงเวียน  ปวดศีรษะ
  5. น้ำตาลเทียม เช่น แอสพาร์แทม  แซ็กคาริน  ฯลฯ  เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาล  ที่มักจะเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักหรือต้องการน้ำตาลน้อย  เช่น  น้ำอัดลมไร้น้ำตาล  หมากฝรั่งไร้น้ำตาล  ไอศกรีมน้ำตาลต่ำ ฯลฯ

สารเหล่ารี้จะกระตุ้นหรือรบกวนปลายประสาทมากเกินไป  และเพิ่มสารพิษที่ปล่อยออกมาเวลากล้ามเนื้อตึงเกร็ง  สำหรับผู้ที่แพ้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล  เพียงแค่กินปริมาณน้อยก็จะทำให้ปวดศีรษะได้

หากคุณชอบดื่มเหล้า  ชอบดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน  และชอบกินเนื้ออบหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเนยแข็งจนติดเป็นนิสัย  คงต้องระวังตัวและปรับการกินให้ดีขึ้นแล้วละ

 

 

กินอะไรจึงจะบรรเทาอาการกระหายน้ำ

คอแห้งผากเป็นหนึ่งในอาการที่พบบ่อยในช่วงวัยทองจึงควรกินถั่วเขียว  อ้อย  ฯลฯ ให้มากๆ  เพราะอาหารเหล่านี้มีฤทธิ์เย็น  บรรเทาอาการกระหายน้ำได้

วัยทองจะขาดความสมดุลของน้ำภายในร่างกาย  เมื่อน้ำในร่างกายไม่สมดุล  จึงปัสสาวะบ่อย  เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่อยากดื่มน้ำมากเพราะไม่อยากปัสสาวะบ่อยๆ นั่นเอง เมื่อร่างกายขาดน้ำ  จึงคอแห้งกระหายน้ำ

แต่โรคภัยไข้เจ็บบางอย่างก็ก่อให้เกิดอาการกระหายน้ำได้ เช่น โรคเบาหวาน  โรคไตอักเสบชนิดเรื้อรัง  ดังนั้นการกระหายน้ำบ่อยมากจริงๆ ก็ควรไปตรวจสุขภาพก่อน  หากไม่สบายจริงๆก็ต้องรีบรับการรักษา

ต่อไปนี้เป็นอาหารที่มีฤทธิ์เย็น  ควรกินเมื่อมีอาการกระหายน้ำในช่วงวัยทอง

ถั่วเขียว

     สรรพคุณ

ถั่วเขียวมีโปรตีนที่ร่างกายดูดซึมได้รวดเร็ว  ซึ่งช่วยแก้ร้อนใน  และบรรเทาอาการกระหายน้ำ  เวลาเลือกซื้อ  ควรซื้อถั่วเขียวที่มีเมล็ดสมบูรณ์วาว หลีกเลี่ยงถั่วเขียวเม็ดเล็ก  ดูแห้ง  มีแมลงขึ้น  ควรเก็บถั่วเขียวในภาชนะมีฝาปิดแน่น  แล้วนำไปแช่เย็นในตู้เย็น

ต้องระวัง

ถั่วเขียวจัดเป็นอาหารธาตุเย็น  ผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ  มีแผลในกระเพาะอาหาร  และท้องเสียห้ามกินเด็ดขาด

อ้อย

     สรรพคุณ

อ้อยเป็นอาหารประเภททั่วไป  มีรสหวานอร่อย  ช่วยดับกระหาย  ขจัดเสมหะ  และบรรเทาอาการคอบวมเจ็บ  ควรเลือกซื้ออ้อยที่ภายนอกดูแข็งและมีรากเยอะ  หรือเพื่อความสะดวกซื้อเป็นน้ำอ้อยที่คั้นเรียบร้อยแล้วก็ไดหน่ออ้อยเป็นส่วนที่อ่อนนิ่มของก้านอ้อย  มีธาตุเย็น  รสชาติหวาน และแก้กระหาย  สามารถเอามาผัดพอสุก  หรือแช่เย็นกินเล่นก็ได้

     ต้องระวัง

  1. ผู้ที่กระเพาะอาหารอ่อนแอ ท้องเสียบ่อย ไขมันในตับ โรคมะเร็งและโรคเบาหวานไม่ควรกินอ้อย
  2. เมื่ออ้อยมีเปลือกสีแดง มีกลิ่นอับเชื้อรา กลิ่นแอลกอฮอล์  หรือมีแมลงขึ้น  ห้ามกินเด็ดขาด  เพราะจะทำให้อาเจียน  เป็นตะคิว  และสลบหมดสติได้

รากบัว

     สรรพคุณ

ในรากบัวมีสารช่วยดูดซับความชุ่มชื้นให้แก่ร่างกาย  ช่วยแก้ไข้  แก้ไอ ดับพิษร้อน ชูกำลัง ลดเสมหะ  น้ำลายเหนียว  รากบัวเป็นยาเย็นที่ใช้เป็นส่วนประกอบของยาหม้อโบราณ  และนอกจะนำรากบัวมาต้มเอาน้ำมาดื่มแล้ว  ยังสามารถคั้นเอาน้ำจากรากบัว  โดยฝานแล้วปั่นหรือตำแล้วให้ละเอียด  แล้วนำไปคั้นเอาน้ำ  วิธีนี้จะมีสรรพคุณแก้ร้อนในได้ดีกว่าแบบต้มเอาน้ำ

Tips

วิธีดื่มน้ำยามกระหาย

  1. เมื่อคุณรู้สึกกระหายน้ำไม่ควรฝืนทน จะต้องชดเชยน้ำอย่างเต็มที่ด้วยการค่อยๆดื่มน้ำเปล่าอุ่นๆ สักแก้ว
  2. ค่อยๆ จิบ ไม่ควรรีบดื่มอั้กๆ จะทำให้สำลักและร่างกายไม่อาจดูดซึมน้ำได้เต็มที่
  3. ควรดื่มวันละ 6-8 แก้ว จึงจะเพียงพอต่อร่างกาย
  4. หลีกเลียงการดื่มเครื่องดื่มที่เย็นจัดและหวานเกินไป และรสชาติที่หวานจัดจะทำให้ยิ่งกระหายน้ำมากยิ่งขึ้น

กินแบบไหนทำให้กระหายน้ำ

ถ้ากระหายน้ำบ่อย  ก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภททอดน้ำมัน  อบกรอบร้อน เผ็ด และหมักดอง ฯลฯ เพราะยิ่งทำให้กระหายน้ำมากขึ้น  เรามาดูรายละเอียดกัน

อาหารที่ทำให้กระหายน้ำ

  1. อาหารประเภททอดน้ำมัน อบกรอบ และร้อนฉ่า อาหารร้อนฉ่าจะลดความชุ่ม-ชื่นและน้ำในร่างกาย  ทำให้จิตใจว้าวุ่น  กระสับกระส่ายเนื้อตัว
  2. อาหารแข็ง อาหารที่แงจะดูดซึมน้ำได้ง่ายและลดความชุ่มชื่นจึงยิ่งทำให้คอแห้งมากขึ้น เช่น ขนมปังฝรั่งเศส พายกรอบ ถั่วลิสง เกาลัด เม็ดบัว เป็นต้น
  3. เหล้า แอลกอฮอล์ทำให้หลอดเลือดขยายตัว และเร่งความเร็วของการไหลเวียนของเลือด  ทำให้ผิวหนังรู้สึกร้อนผ่าว  ส่งผลให้เกิดอาการกระหายน้ำได้  เช่น ไวน์ขาว ไวน์แดง เบียร์ เป็นต้น
  4. อาหารเผ็ดร้อน อาหารรสชาติเผ็ดร้อนจะกระตุ้นผิวหนังบริเวณริมฝีปากให้เกิดความรู้สึกร้อนผ่าวอย่างรวดเร็ว และผิวหนังขาดน้ำจึงกระหายน้ำ เช่น เครื่องเทศต่างๆ ได้แก่ ขิงสด กระเทียม ต้นหอม ผงกะหรี่ พริกไทย  เป็นต้น
  5. อาหารหมักดอง ส่วนใหญ่อาหารหมักดองมีเกลือมากเกินไปจึงทำให้คอแห้งได้ เช่น แตงกวาดอง  ผักกาดดอง เต้าเจี้ยว เป็นต้น

4  พฤติกรรมการกินที่ทำให้กระหายน้ำ

  1. ชอบกินของทอดๆ อาหารอบกรอบไม่หยุดปาก  สัปดาห์หนึ่งหลายครั้ง
  2. ติดเหล้า ชา และกาแฟ ดื่มแทบทุกวัน
  3. ชอบกินอาหารหมักดอง ทั้งผักและผลไม้ เช่น แตงกวาดอง ผักกาดดอง มะม่วงดอง ฯลฯ
  4. ชอบกินรสเผ็ดร้อนจัดจ้านเป็นนิสัย แทบทุกมื้อไม่ขาด

Tips

แก้กระหายและร้อนใน  ดื่มอะไรดี

ขอแนะนำดื่มแบบไทยๆ  คือน้ำเย็นผสมยาอุทัย  ซึ่งมีส่วนผสมของฝางซึ่งแก้กระหายน้ำ แก้ท้องร่วง บำรุงโลหิตสตรี ยังมีชะเอมเทศ และอบเชยเทศ แก้อาการคันระคายคอ บำรุงหัวใจ ขับเสมหะ อีกทั้งเกสรทั้งห้า (ดอกมะลิ ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภี เกสรบัวหลวง) มีสรรพคุณแก้ร้อนในกระหายน้ำ บำรุงหัวใจ แก้ลมวิงเวียน และถ้าจะให้หอมชื่นใจยิ่งขึ้นให้ลอยดอกมะลิปลอดยาฆ่าแมลงสัก 6-7 ดอก กลิ่นหอมๆจะช่วยให้ร่างกายเย็นไวยิ่งขึ้น

“งา” ช่วยให้หายคัน-ระคายเคืองผิวหนังได้จริงหรือ

เชื่อหรือไม่ งาช่วยให้ขับถ่ายคล่อง ป้องกันการสะสมพิษในร่างกาย อีกทั้งทำให้อาการคันยิบๆ และระคายเคืองผิวหนังในช่วงวัยทองดีขึ้นด้วย

งา

     สรรพคุณ

งาเป็นธัญพืชเม็ดเล็กที่เป็นได้ทั้งอาหารและยา มีฤทธิ์เป็นกลางงาดำมีคุณค่าทางอาหารมากกว่างาขาว มีส่วนประกอบคือไขมัน  นอกจากนี้ยังมีโปรตีน น้ำตาล ไฟ-เบอร์กลุ่มวิตามินบี วิตามินเอ แมกนีเซียม สังกะสี โพแทสเซียม สังกะสี และแรธาตุต่างๆ

งามีกรดไขมันอิ่มตัวชนิดเชิงซ้อน 45 เปอร์เซ็นต์ มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดเชิงเดี่ยวประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ และกรดไขมันอิ่มตัว 10 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีกรดไล-โนเลอิกที่ร่างกายไม่อาจขาดได้ นี่เป็นกรดไขมันที่จำเป็นชนิดหนึ่งที่ทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนได้ตามปกติ

งายังมีสรรพคุณแก้ท้องผูก  ลดกรดในกระเพาะอาหาร บำรุงไต ไตการกินงามากๆ จึงช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ ป้องกันการสะสมสารพิษในร่างกาย  รักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก แผลเปื่อยติดเชื้อ และทำให้อาการคันระคายเคืองผิวหนังดีขึ้น

เคล็ดลับการเลือกซื้อ

งาดำเหมาะแก่การนำมาปรุงยามาก  ส่วนการกินในชีวิตประจำวันสามารถกินได้ทั้งงาขาวและงาดำ  งาดำจะขมกว่างาขาว  การคั่วงาและบดงาหรือตำกินเอง จะได้ทั้งกลิ่นหอม  และสารอาหารที่ร่างกายพร้อมดูดซึมได้

ต้องระวัง

  1. ผู้ที่ร่างกายร้อนผ่าวควรกินแต่น้อย
  2. กินงามากเกินไปอาจท้องร่วงได้
  3. ให้เก็บงาในขวดแก้วปิดฝาให้สนิท วางในที่เย็น หลีกเลี่ยงอุณหภูมิสูงและแสงแดด

ผิวแห้งกินอะไรดีที่สุด

คำตอบคือสาลี่หรือลูกแพร์นั่นเอง! ในลูกแพร์มีน้ำมากมายและสารอาหารที่ครบถ้วน เป็นอาวุธลับในการปกป้องผิวหนังและทำให้ผิวหนังชุ่มชื่น

สาลี่

     สรรพคุณ

สาลี่หรือลูกแพร์ (Chinese pear)  ฉ่ำน้ำมาก  รวมทั้งมีโปรตีน ไขมัน  คาร์โบไฮเดรต วิตามินบี1 และบี2  กรดนิโคตินิก กรดมะนาว กรดแอปเปิ้ล  น้ำตาลฟรักโทส วิตามินซี ซูโครส กลูโคส และไฟเบอร์ ฯลฯ ช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื่นไฟเบอร์ที่มีอยู่ในสาลี่เป็นชนิดที่ไม่ละลายได้ ซึ่งจะก่อตัวเป็นเยื่อบางๆ ในลำไส้  รวมกับสารพิษในร่างกายแล้วขับออกมานอกร่างกาย วิตามินซีในสาลี่ยังต้านอนุมูลอิสระ ผลไม้ชนิดนี้จึงช่วยปกป้องผิวหนังและทำให้ผิวหนังชุ่มชื่นได้ดีทีเดียว

เคล็ดลับการเลือกซื้อ

  1. ควรซื้อสาลี่ตามฤดูกาล (ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม และกันยาถึงตุลาคม) เพราะมีรสชาติดี น้ำหนักพอดี สียิ่งเหลืองยิ่งหวาน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ
  2. หลังจากซื้อมาแล้วควรวางไว้ที่ที่อากาศเย็น หรือไม่ก็เอากระดาษหนังสือพิมพ์ห่อแล้วเก็บไว้ในช่องแช่ผักผลไม้ในตู้เย็น

Tips

หากสาลี่สุกช้า คุณเองก็บ่มได้ โดยใส่แอปเปิ้ลลงไปในถุงเดียวกับสาลี่ด้วย

เมนูโอชะ สาลี่ตุ๋น

ส่วนผสม

สาลี่ขนาดกลาง 2 ผล ลูกเดือยสุก 4-5 กรัม น้ำตาลกรวด 1-2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. ปลอกเปลือกสาลี่ออกทั้งผล ตัดจุกสาลี่ออก ทำคล้ายฝาปิด คว้านเมล็ดตรงกลางทิ้ง (ไม่ให้ทะลุ) ใส่ลูกเดือย และนำตาลกรวดลงไปตรงกลางลูกสาลี่
  2. หม้อใส่น้ำให้ท่วมลูกสาลี่นำไปตุ๋นนานประมาณ 1-2 ชั่วโมง หรือจนเนื้อสาลี่สุกให้ใส่ทั้งลูก เสร็จแล้วยกเสิร์ฟขณะอุ่นๆ กินคลายหนาวได้ดี

กินแบบไหนทำให้ผิวแห้งแตก ระคายเคือง

สำหรับผิวแห้งแตก คัน ระคายเคือง น้ำคือยาวิเศษ ควรดื่มน้ำมากๆ เลียงเครื่องดื่มที่แอลกอฮอล์และอาหารรสจัด

อาหารที่ทำให้ผิวแห้งแตกระคายเคือง

  1. ไข่ไก่ดิบ การกินไข่ดิบทำให้เราได้คุณค่าจากไข่น้อยกว่าไข่สุกต้องครึ่งหนึ่ง ทั้งยังมีความลื่นสูงมาก ทำให้ผ่านลำไส้เล็กไปรวดเร็วจนไม่อาจดูดซึมได้ทัน และเมือกของไขขวายังไปขัดขวางการทำงานของน้ำย่อยในกระเพาะอาหารอีกด้วย ในไข่ดิบยังมีโปรตีนชื่ออะวิดิน ซึ่งหากบริโภคไปนานๆ จะทำให้เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ผิวหนังอักเสบแห้งแตก และในขั้นรุนแรงยังอาจอันตรายต่อระบบประสาท  เพราะฉะนั้น  ควรกินไข่สุกจะดีกว่า
  2. ธัญพืช+ผักสดที่มีกรดออกซาลิก ธัญพืชส่วนใหญ่อุดมไปด้วยไฟเบอร์และกรดไฟติก (phytic acid) หากกินร่วมกับผักโขม หัวหอม ซึ่งมีกรดออกซาลิกสูง จะทำให้อัตราการรวมกับแร่ธาตุต่างๆ อย่างแคลเซียม แมกนีเซียม ฯลฯ เพิ่มมากขึ้น ทำให้การดูดซึมแร่ธาตุในร่างกายไม่สมดุล หากเป็นแบบนี้นานๆ ผิวจะแห้งและมีอาการคันร่วมด้วย
  3. พฤติกรรมการกินที่ทำให้ผิวแห้งแตก ระคายเคือง
  4. วันหนึ่งๆ ดื่มน้ำไม่ถึง 1,000 ซีซี การงานยุ่งจนลืมดื่มน้ำหรือไม่ขอบความจืดชืดของน้ำเปล่า ควรปรับนิสัย
  5. ติดเหล้า ดื่มจัด การดื่มเหล้าหนักๆ เป็นเวลานานทำให้เป็นโรคตับ เนื่องจากแอลกอฮอล์จะผลิตสารแอซิดีไฮด์ (acetaldehyde) ในตับ ทำให้การขจัดพิษตามหน้าที่ของตับลดลง  สารพิษก็จะขับออกมาตามผิวหนัง  ทำให้ผิวระคายเคืองได้
  6. ชอบกินอาหารรสจัด เช่น ช็อกโกแลตที่รสหวานจัด อาหารทอดน้ำมันอย่างไก่ทอด กุ้งทอด ถั่วลิสงทอด เครื่องเทศอย่างพริก พริกไท ผงกะหรี่ซึ่งล้วนทำให้เกิดสิวอักเสบ ผิวแห้งกร้านได้ค่อนข้างง่าย ดังนั้นควรแตะต้องอาหารพวกนี้ให้น้อยๆ

กินอะไรแก้อาการเกี่ยวกับลำไส้และกระเพาะอาหาร

ปัญหาลำไส้และกระเพาะอาหารไม่สบายในช่วงวัยทอง  สามารถบรรเทาให้ดีขึ้นได้ด้วยการรับประทานขิงสด  ผลซานจา  และเห็ดหัวลิงในปริมาณที่เหมาะสม

ขิงสด

      สรรพคุณ

ขิงสดมีสารจิงเจอรอล (gingerol) และสารซิงจิเบอรอล (zingiberol) มีฤทธิ์อุ่นและเผ็ด  มีสรรพคุณช่วยย่อย  ขับเหงื่อ  แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ  เพิ่มความเจริญอาหาร  แก้เมารถเมาเรือ  ท้องเสีย  กระตุ้นการหมุนเวียนเลือดทำให้กระเพะอาหารแข็งแรง  ปรับลำไส้และกระเพาะอาหารให้ดีขึ้น  รวมทั้งขจัดไขมัน

เคล็ดลับการเลือกซื้อ

      ขิงอ่อน   เวลาเลือกซื้อ  ควรเลือกขิงที่มีผิวก้านนิ่มบาง  สีอ่อน  มีน้ำมากแต่รสเผ็ดน้อยเป็นหลัก  ส่วนขิงแก่เป็นขิงที่โตเต็มที่แล้ว  เนื้อขิงบริเวณก้านจะผอมแห้ง  เปลือกนอกหนาและหยาบ  มีไฟเบอร์มาก  มีน้ำน้อยแต่รสเผ็ดร้อน  เลือกซื้อขิงแก่ที่อวบสมบรูณ์  ไม่มีรอยย่น  ไม่แห้งเหี่ยว  และไม่เน่า

ไม่ควรเก็บขิงไว้ในช่องแช่แข็งเย็นของตู้เย็นเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำสูญสลายไป  ควรเก็บไว้ในที่ที่อากาศถ่ายเท  ส่วนขิงที่หั่นแล้ว  จะต้องใช้แผ่นพลาสติกห่ออาหารห่อให้เรียบร้อย  แล้วค่อยแช่เย็น  และพยายามใช้ให้หมดภายในหนึ่งสัปดาห์

ต้องระวัง

  1. ไม่ควรกินในปริมาณมาก
  2. ผู้ที่เป็นโรคริดสีดวงทวารและแผลเปื่อยชนิดที่มีเลือดออก ไม่ควรกิน
  3. ผู้ที่มีอาการร้อนใน เจ็บคอ  เหงื่อออกมากตอนกลางคืน  ไม่ควรกิน

ลูกซานจา

      สรรพคุณ

ลูกซานจามีวิตามินเอ  กลุ่มวิตามินบี  วิตามินซี  รวมทั้งกรดมะนาวและกรดแอปเปิ้ล  ช่วยย่อย  ต้านเชื้อแบคทีเรีย  ยังช่วยลดความดันโลหิต  ลดความอ้วน  ลดจากการสะสมของไขมัน

ในปัจจุบันนี้  ลูกซานจาที่กินกันมีทั้งแบบหั่นเป็นแผ่นที่ตากแห้งทับจนแบนแล้วไปตากแห้งอีกที  ขนมอบซานจา  ซานจาแผ่น  เวลาเลือกซื้อซานจาตากแห้ง  จะต้องระวังว่าถูกแต่งสีหรือไม่  หากสีแดงเกินไปก็ไม่ควรซื้อกิน

ต้องระวัง

กินในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อไม่กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้และกระเพาะอาหารเร็วเกินไป

เห็ดหัวลิง

      สรรพคุณ

เห็ดหัวลิง  (mokeyhead  ส่วนชื่อเป็นทางการในไทย  ตั้งโดยสมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทย  คือ  “เห็ดภู่มาลา  60”)  อุดมไปด้วยโปรตีน  มีกรดอะมิโน  7  ชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  มีกรดกลูตามิกสูงมาก  ซึ่งช่วยย่อย  บรรเทาอาการแผลเปื่อยในกระเพาะอาหาร  เป็นต้น

เห็ดหัวลิงจะสดอยู่ได้นาน  ต้องนำไปแช่เย็นหรือแช่แข็ง  จะอยู่ได้นานสองสัปดาห์  ไม่เหมาะที่จะกินดิบๆ  เพราะมีรสหวานอมขม  ควรนำมาประกอบอาหาร  วิธีการปรุงที่ดีที่สุดคือการนำมาต้มเป็นน้ำแกง  ก็จะได้กินเห็ดรสหวานอร่อย

ต้องระวัง

ถ้ากินดิบๆ  แม้จะไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย  แต่จะทำให้รู้สึกคลื่นเหียนอาเจียนได้

เมนูโอชะ  ผัดขิงกรอบ

      ส่วนผสม

เนื้อไก่หั่นชิ้นสี่เหลี่ยม ½ ถ้วย  ตับหมูหั่นชิ้นสี่เหลี่ยมลวกพอสุก ¼ ถ้วย  ใบมะกรูดฉีก 5-6 ใบ  แป้งทอดกรอบ ½ ถ้วย  ขิงอ่อนซอย ½ ถ้วย  ตะไคร้ซอย ¼ ถ้วย  ใบกระเพรา ¼ ถ้วย  ใบมะกรูดฉีก 5-6 ใบ  พริกขี้หนูแห้ง 5-6 เม็ด  เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ทอด ½ ถ้วย  น้ำมันสำหรับทอด ¾ -1 ถ้วย  น้ำตาลปี๊บ ½ ถ้วย  น้ำมันพืช 1½ ช้อนโต๊ะ  น้ำปลา 1½ ช้อนโต๊ะ  พริกไทยป่น เกลือป่น

วิธีทำ

  1. นำเนื้อไก่ ตับหมูคลุกเกลือป่น  พริกไทยป่น  แล้วคลุกแป้ง  นำไปทอดให้เหลืองกรอบพักไว้
  2. นำขิงอ่อน ตะไคร้  ใบมะกรูด  ใบกระเพรา  พริกขี้หนูแห้งทอดจนกรอบพักไว้
  3. ตั้งกระทะใส่น้ำมัน น้ำตาลปี๊บ  ผัดให้หอม  จนเป็นสีเหลืองอ่อนๆ
  4. ใส่น้ำปลาแล้วคนให้เข้ากัน
  5. นำส่วนผสมข้อ 1 และ 2 ที่เตรียมไว้ลงผัด ใส่เมล็ดมะม่วงหิมพานต์คลุกเคล้าให้ทั่ว  จัดเสิร์ฟ

มันเทศช่วยย่อยจริงหรือ

มันเทศเป็นพืชที่ช่วยขับพิษที่กำลังเป็นที่นิยม  มีราคาถูก  หาง่าย  อร่อย  แล้วที่ยิ่งสำคัญไปกว่านั้นคือหากกินเป็นประจำ  ยังช่วยให้ลำไส้บีบตัวตามปกติและช่วยในการขับถ่าย

มันเทศ

สรรพคุณ

มันเทศมีฤทธิ์เย็น  รสหวาน  ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต  โพแทสเซียม  วิตามินซี  วิตามินอี  ไฟเบอร์และแคโรทีน  แก้ท้องผูก  ช่วยย่อยแก้กระหาย  ไฟเบอร์ในมันเทศช่วยในกานขับถ่าย  คาร์โบไฮเดรตช่วยเสริมพลังงานของตับและไต  รวมทั้งให้กระปรี้กระเปร่า  ใบของมันเทศมีไฟเบอร์สูง  กินเป็นยารักษาลำไส้ได้หรือใช้ภายนอกแก้แผลไฟไหม้
และฝีหนอง

นอกจากนี้มันเทศยังช่วยปรับสภาพเลือด  บำรุงร่างกาย  ป้องกันต้อกระจก  ตาบอดกลางคืน  ต้านโรคหัวใจ  และมะเร็ง

      เคล็ดลับการเลือกซื้อ

  1. เลือกที่เปลือกสะอาด ไม่มีดิน  และจุดๆด่างๆ
  2. มีหลายพันธุ์ทั้งเปลือกสีขาว เหลือง  แดง  และม่วง  ซึ่งมีระดับความหวานและรสหวานแตกต่างกันไป  เลือกบริโภคตามความชอบโดยทั่วไปแล้ว  เนื้อมันเทศที่มีสีแดงอมส้มจะมีระดับความหวานค่อนข้างสูง
  3. เปลือกมันเทศอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ สามารถนึ่งกินทั้งเปลือกได้  อร่อยดี

ต้องระวัง

  1. ห้ามปรุงร่วมกับไข่ไก่ เพราะจะทำให้ปวดท้อง
  2. สตรีใกล้คลอดไม่ควรกิน
  3. ผู้ที่ท้องอืด ท้องเฟ้อ  เป็นมาลาเรีย  บิด  ไม่ควรกิน

เมนูโอชะ  ข้าวอบมันเทศแบบญี่ปุ่น

ส่วนผสม

มันเทศหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า  ขนาด 1 ซม.  ปริมาณตามชอบ  ข้าวสารสาเก ½  ช้อนโต๊ะ  มิลิน (เหล้าหวาน) 1 ช้อนโต๊ะ  ซอสโชวหยุนิดนิดหน่อย

วิธีทำ

  1. ตวงข้าว หุงตามปกติ  แต่ใส่น้ำน้อยกว่าปกตินิดหนึ่ง
  2. เติมสาเก มิริน  ซอสโชวหยุ  แล้วใส่มันเทศลงไป
  3. กดปุ่มหุงข้าวตามปกติ เป็นการเพิ่มคุณค่าอาหาร  และเพิ่มรสหวานของข้าวให้อร่อยยิ่งขึ้น

กินแบบไหนไม่ดีต่อกระเพาะอาหารและลำไส้

ผู้ที่ลำไส้และกระเพาะอาหารไม่ดีอยู่แล้ว  ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทปิ้ง ย่าง เผ็ดจัดจ้าน ข้าวเหนียว อาหารที่มีไฟเบอร์หยาบเกินไป ฯลฯ

  1. ของเผ็ดร้อน เช่น  ขิง  ต้นหอม  กระเทียม  พริกไทย  พริกต่างๆ ฯลฯ  เพราะจะกระตุ้นลำไส้และกระเพาะอาหาร  ทำให้รู้สึกไม่สบาย  อาจรุนแรงถึงขั้นเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้
  2. ของปิ้ง ย่าง  และทอด  เช่น  มันฝรั่งทอด  หนังไก่กรอบ  ไก่ย่าง  กากหมู  ฯลฯ  เป็นอาหารที่มีน้ำมันสูง  เมื่อบวกกับมีการใส่เกลือเพิ่มรสชาติจึงไม่ดีต่อลำไส้และกระเพาะอาหาร  และยิ่งทำให้ย่อยยาก
  3. ข้าวเหนียวและอาหารที่ทำจากข้าวเหนียว เช่น  ข้าวเหนียวหุงสุก  ข้าวเหนียวมูน  บ๊ะจ่าง  ข้าวต้มมัด  ขนมที่ทำจากแป้งข้าวเจ้า  ฯลฯ  ข้าวเหนียวนั้นย่อยยาก  หากกินมากจะทำให้ลำไส้และกระเพาะอาหารทำงานหนัก
  4. ขนมขบเคี้ยวเช่น ขนมอบกรอบซองๆ สแน็กต่างๆ เนื่องจากมีน้ำมัน น้ำตาล ผงชูรส และเกลือมาก หากกินมากเกินไปจะเป็นภาระของลำไส้และกระเพาะอาหาร
  5. ของเย็นๆ เช่นขนมหวานใส่น้ำแข็งต่างๆ ไอศกรีม แตงโม สลัดผักสด เนื่องจากอาหารที่เย็นจะทำให้ลำไส้และกระเพาะหดตัว ผู้ที่ลำไส้และกระเพาะไม่ดีไม่ควรกิน
  6. อาหารที่มีส่วนผสมของกาเฟอีน เช่น กาแฟ ชาแก่ น้ำโคล่า ช็อกโกแลต ฯลฯ เนื่องจากกาเฟอีนจะกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้และกระเพาะอาหาร กระตุ้นการขับกรดเกลือในน้ำย่อยอีกด้วย
  7. อาหารที่มีไฟเบอร์หยาบเกินไป เช่น สัปปะรด ก้านใบของผัก ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมื้อ ฯลฯ เพราะไฟเบอร์ที่หยาบเกินไปจะทำร้ายลำไส้และกระเพาะอาหาร

กินอะไรทำให้หัวใจเต้นเร็วและร้อนวูบวาบ

เมื่อเกิดอาการหัวใจเต้นเร็ว แรง ไม่เป็นจังหวะ และร้อนวูบวาบตามตัว วัยทอง จะกระวนกระวายไม่สบายไปทั่วตัว เมื่อถึงตอนนั้น ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มร้อนที่มีกาเฟอีน งดสูบบุหรี่ งดดื่มเหล้า รวมทั้งอาหารเผ็ดจัด

อาหารที่ทำให้หัวใจเต้นแรงและร้อนวูบวาบ

  1. เครื่องดื่มที่ร้อนมีกาเฟอีน เมื่ออุณหภูมิในร่างกายไม่คงที่ หากดื่มเครื่องดื่มร้อน จะทำให้ร่างกายยิ่งรู้สึกไม่สบาย แล้วสารกาเฟอีนยังทำให้รูขุมขนขยาย เส้นเลือดขยายเร็วขึ้น ส่งผลให้เกิดความร้อนบริเวณผิวหนัง กระตุ้นให้เหงื่อออก  ตัวอย่างเครื่องดื่มประเภทนี้ เช่นชาร้อน กาแฟร้อน
  2. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์จะทำให้หลอดเลือดขยาย หัวใจเต้นเร็วขึ้น นอกจากนี้เลือดจะไหลเวียนเร็วขึ้นทำให้ผิวหนังร้อนผ่าว เหงื่อออก ทำให้รู้สึกไม่สบายตัว ตัวอย่างเครื่องดื่มประเภทนี้ เช่น เหล้าขาว ไวท์แดง วิสกี้ บรั่นดี เบียร์ สาเก ฯลฯ
  3. อาหารเผ็ดร้อนการกินอาหารเผ็ดร้อน รสจัดจ้านด้วยเครื่องเทศมากๆ จะกระตุ้นการย่อย ทำให้เลือดหมุนเวียนเร็วขึ้น จนถึงขั้นทำให้หัวใจเต้นเร็วแรง ไม่เป็นจังหวะ และเนื้อตัวร้อนผ่าว เหงื่อออก ตัวอย่างอาหาร เช่น อาหารที่ประกอบด้วยพริก ขิงสด กระเทียม ต้นหอม ผงกะหรี่ พริกไทย ฯลฯ
  4. อาหารผ่านกรรมวิธี อาหารที่แปรรูปโดยผ่านกรรมวิธีสารเสริมแต่งหลายชนิด เช่น สารกันบูด สารฟอกขาว สารแต่งสี ฯลฯ ถึงแม้ว่าจะเป็นสารเสริมแต่งที่ถูกต้องตามกฎหมายแต่หากกินในปริมาณมากเป็นเวลานาน ก็ยังส่งผลกระทบทำให้หัวใจของคนวัยทองยิ่งเต้นเร็ว แรง ได้ง่ายมากขึ้น

ตัวอย่างอาหารประเภทนี้ เช่น กุนเชียง ซีอิ๊ว ผงชูรส ผักดอง ผงปรุงสำเร็จ อาหารกระป๋อง โปรตีนกระเกษตร เส้นหมี่ แป้งข้าวเจ้า ผลิตภัณฑ์ อาหารที่ทำจากเนย ฯลฯ

3 พฤติกรรมการกินที่กระตุ้นหัวใจเต้นผิดจังหวะ

  1. สูบบุหรี่จัด ดื่มเหล้าจัด การสูบบุหรี่วันละหนึ่งซองขึ้นไป และชอบดื่มเหล้าไม่รู้จักควบคุมนิโคติน และแอลกอฮล์จะทำให้ปวดศีรษะและเลือดไหลเวียนแรงขึ้น
  2. ดื่มเครื่องดื่มร้อนวันละมากกว่าหนึ่งแก้ว เครื่องดื่มร้อนจะทำให้ระดับความเร็วในการไหลเวียนเลือดเร็วขึ้นแล้วหากดื่มเป็นประจำ จะทำให้หลอดเลือดขยายตัวเร็วขึ้น ส่งผลให้อาการหัวใจเต้นเร็ว แรง ไม่เป็นจังหวะ และร้อนวูบวาบรุนแรงขึ้น
  3. กินอาหารผ่านกรรมวิธีมากเกินไป การชินกับการกินอาหารที่ผ่านกรรมวิธีจนรับสารเสริมแต่งสี กลิ่น รส เข้าไปมากโดยไม่รู้ตัว สารจะสะสมในร่างกายจนส่งผลให้หัวใจเต้นแรง

กินอะไรบรรเทาอาการหัวใจเต้นเร็วและร้อนวูบวาบ

วัยทองต้อนหมั่นกินสตรอเบอรี่ ดอกไม้จีน และรากบัว ซึ่งล้วนเป็นอาหารที่ทั้งอร่อยและมีประโยชน์ และบรรเทาอาการหัวใจเต้นเร็ว แรง และร้อนวูบวาบ

สตรอเบอรี่

     สรรพคุณ 

สตรอเบอรี่อุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเอ ไฟเบอร์ มีคุณประโยชน์ต่อระบบเลือดและหัวใจ  และเชื่อว่าต้านมะเร็งได้  ลูกสีแดงสดอุดมไปด้วยซูเปอร์ไฟเบอร์เพกติน ซึ่งช่วยลกปริมาณคอเลสเตอรอลได้ระดับหนึ่ง หากกินเป็นประจำจะมีประโยชน์ในการบรรเทาโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจได้

เคล็ดลับการเลือกซื้อ

ช่วงที่สตรอเบอรี่ออกชุกคือช่วงปลายเดือนมกราคมจนถึงกลางเดือนมีนาคม  ควรเลือกซื้อในช่วงนี้ดีที่สุด หลีกเลี่ยงการซื้อสตรอเบอรี่ที่ฉีดยาฆ่าแมลง หากต้องการกินแบบสดๆ ทันที ควรเลือกซื้อสตรอเบอรี่ที่มีสีแดงและสุกเต็มที่ แล้วถ้าต้องการเก็บไว้ 1-2 วัน ก็ควรเลือกซื้อสตรอเบอรี่ที่สุกเพียง 80 เปอร์เซ็น

ต้องระวัง

  1. ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ต้องกินสตรอเบอรี่อย่างระมัดระวัง ไม่เช่นนั้นจะไปกระตุ้นอาการได้ อาการที่ปรากฏ เช่น ลำไส้และกระเพาะอาหารไม่ดี ติดเชื้อซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปัสสาวะรดที่นอน หอบ โพรงข้างอักเสบ มีผื่นแดง มีตุ่มขึ้นผิวหนัง ข้อต่อกระดูกอักเสบ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ กระวนกระวายใจ และนอนไม่หลับ ฯลฯ
  2. สตรอเบอรี่เป็นผลไม้ที่มีสารฆ่าแมลงตกค้างเป็นอันดับหนึ่ง ควรเลือกซื้อสตอเบอรี่อินทรีย์ (organic) เพื่อเลี่ยงยาฆ่าแมลงที่มีพิษ เพราะถ้าตกค้างในร่างกายก็จะทำให้ประสิทธิภาพการกำจัดพิษของตับลดลงส่งผลต่อการทำงานของประสาทได้
  3. สตรอเบอรี่มีเกลือของกรดออกซาลิก ผู้ที่เป็นโรคทางไตและถุงน้ำดีไม่เหมาะที่จะกิน เพื่อหลีกเลี่ยงการสะสมของเกลือของกรดคาร์บอนิก
  4. เกลือของกรดออกซาลิกส่งผลกระทบต่อการดูดซึมแคลเซียมจึงไม่ควรกินร่วมกับอาหารที่มีแคลเซียมสูง จะต้องรอ 2-3 ชั่วโมงแล้วค่อยกินยาเม็ดแคลเซียม

ดอกไม้จีน

     สรรพคุณ

ดอกไม้จีนหรือดอกผักจำฉ่ายเป็นพืชตระกูลเดียวกับลิลลี่ มีวิตามินเอ วิตามินบี1 บี2 วิตามินซี กรดนิโคตินิก และแคลเซียม มีฤทธิ์เย็นมีสรรพคุณดับร้อน  บำรุงเลือดให้เย็นขึ้น และค่อยๆ ทุเลาอาการร้อนวูบวาบมีแคลอรี่ต่ำเหมาะกับผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก

ดอกไม้จีนที่กินได้นำมาจากส่วนของดอกตูม ดอกไม้จีนที่มีขายอยู่ทั่วไปตามท้องตลาดล้วนผ่านการนึ่งก่อนแล้วตากแดด ควรเลือกซื้อดอกไม้จีนที่มีสีน้ำตาลตามธรรมชาติ

ต้องระวัง

ดอกไม้จีนมีสารประกอบที่มีสารพิษอยู่ จึงไม่ควรกินแบบดิบๆ หากกินดิบมากเกินไป อาจทำให้อาเจียนและท้องเสียได้ ดอกไม้จีนปรุงอาหารได้หลายชนิดทั้งคาวหวาน และเข้ากันได้ดีกับหมู ปอดหมู ถั่วแดง น้ำผึ้ง

รากบัว

     สรรพคุณ

รากบัวมีวิตามินซี วิตามินบี1 บี2 โปรตีน  กรดอะมิโน  น้ำตาล  และไฟเบอร์หยาบมีฤทธิ์เย็น  ช่วยทำให้เลือดเย็นขึ้น  และแก้ร้อนใน  รากบัวที่ดีต้องมีสีขาว  อวบ  ใหญ่  กินได้ทั้งดิบและสุก  กินเป็นยาก็ได้  กินเป็นอาหารก็ดี  บำรุงม้าม  เลือด  ไต  และหัวใจ

ต้องระวัง

รากบัวเป็นอาหารธาตุเย็น  ผู้ที่ร่างกายมีลักษณะเย็นอยู่แล้ว  มีแผลเปื่อยอยู่ในกระเพาะอาหาร  ท้องเสีย  และกำลังกายไม่ดีไม่ควรกิน

เครื่องดื่มโอชะ  สตรอเบอรี่โยเกิร์ตสมูที

ส่วนผสม

สตรอเบอรี่สด 40 กรัม  (ใช้สรตอเบอรี่แช่แข็งแทนได้)  โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย  น้ำเชื่อม 30 กรัม  (หากสตรอเบอรี่เปรี้ยวก็เพิ่มหวานตามใจชอบ) น้ำแข็งบด 50 กรัม

วิธีทำ

นำสตรอเบอรี่  โยเกิร์ต  และน้ำเชื่อมใส่รวมลงในเครื่องปั่นน้ำผลไม้  เติมน้ำแข็งบด  ปั่นให้เข้ากัน  เทใส่แก้วแล้วก็ตกแต่งให้สวยงามตามชอบควรดื่มทันทีเพื่อคงคุณค่าอาหาร

อายุ  35 ขึ้นไป  ควรปรับเปลี่ยนวิธีการกินจริงหรือ

ปรับนิสัยการกินของคุณให้เหมาะสมตั้งแต่เนิ่นๆ โดยกินอาหารหลัก 5 หมู่ทั้ง 6 ประเภทอย่างสมดุล  และเวลาปรุงอาหารใช้เกลือ  น้ำมัน  และน้ำตาลน้อยๆ ก็เป็นหนทางเสี่ยงโรคร้ายและกลุ่มอาการต่างๆ ในวัยทองได้

กินอาหารหลัก 5 หมู่  6  ประเภทอย่างสมดุล

  • คาร์โบไฮเดรต กินข้าวและแป้งหมี่ให้น้อย  แล้วกินธัญพืชที่อุดมไปด้วยวิตามินบีทั้งหลาย  และไฟเบอร์  รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่ทำจากธัญพืชให้มากๆ แทน  เช่น  ข้าวกล้อง  ข้าวกล้องงอก  ข้าวสีนิล  ข้าวเหนียวดำ  ข้าวสาลีบักวีต  ข้าวโอ๊ต  ขนมปังโฮลวีต  ขนมปังธัญพืช  และเส้นหมี่ข้าวกล้อง  ฯลฯ  เพราะอาหารเหล่านี้ช่วยกระตุ้นการถ่ายทอดทางประสาทและกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ให้เป็นปกติ
  • โปรตีน มีอยู่ในเนื้อสัตว์และอาหารที่ทำจากถั่วเหลือง  กินเนื้อแดงและเนื้อติดมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวแต่น้อย  แล้วหันมากินเนื้อปลาที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวให้มากๆ เพื่อลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ  นอกจากนี้ยังกินถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลืองที่มีโปรตีนคุณภาพดี  และอุดมไปด้วยเอสโทรเจนจากธรรมชาติให้มากๆ  จะช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ในช่วงวัยทองได้
  • วิตามินและแร่ธาตุจากผลไม้ กินผลไม้ที่ให้ปริมาณน้ำมากและไฟเบอร์สูงมากๆ เช่น  แอปเปิ้ล  สาลี่  แก้วมังกร  แตงโม  แตงไทย  ฯลฯ  จะช่วยบรรเทาอาการร้อนวูบวาบตามตัว  คอแห้ง  และท้องผูก  แต่ควรกินผลไม้ที่มีความหวานสูงและร้อนในง่ายแต่น้อย  เช่น  ลิ้นจี่  ลำไย  ลูกพลัม  ฯลฯ
  • วิตามินและแร่ธาตุจากผักสด กินผักใบเขียว  ผักก้าน  เห็ด  ถั่ว  ให้มากๆ จะทำให้ร่างกายได้รับแร่ธาตุและวิตามินมากมาย  ซึ่งช่วยทำให้อาการปวดศีรษะและท้องผูกดีขึ้น  แต่ควรกินอาหารเผ็ดร้อนที่ประกอบด้วยพริก  ขิงสด  หัวหอมใหญ่  และกระเทียม  ฯลฯ  แต่น้อย  เพื่อไม่ให้ร่างกายร้อนวูบวาบ
  • แคลเซียมจากนม ดื่มนมที่มีไขมันต่ำหรือนมพร่องไขมันให้มากๆ แต่ดื่มนมมีไขมันหรือกินเนยจากไขมันสัตว์แต่น้อย  แต่ลดระดับคอเลสเตอรอล  และลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ
  • ไขมัน กินน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว  เช่น  น้ำมันสมอ  น้ำมันมะกอก  ฯลฯ  และกินกรดไขมันอิ่มตัวแต่น้อย  เช่น  น้ำมันหมู  น้ำมันไก่  และเนยจากไขมันสัตว์ ฯลฯ  เพื่อลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ

หลักการปรุงอาหาร

ยึดหลัก  “เกลือน้อย  น้ำมันน้อย  และน้ำตาลน้อย”  เป็นสำคัญหมายถึงการค่อยๆ ลดปริมาณน้อยลงทีละนิด  เช่น  เดิมที่ใช้เกลือ 2 ช้อนชา  ก็เปลี่ยนเป็นเกลือ 1 ช้อนชา  วัตถุดิบปรุงรสก็ควรใช้เครื่องปรุงรสที่ได้จากการกลั่นตามธรรมชาติ  น้ำส้มสายชูที่กลั่นธรรมชาติ  ซีอิ๊วที่กลั่นธรรมชาติ  เครื่องเทศธรรมชาติ  รวมทั้งผักผลไม้ที่รสเปรี้ยวอย่างมะนาว  มะดัน  และสับปะรด  ก็นำมาใช้ปรุงรสได้

อาหารต้านอาการวัยทอง

  • เห็ด

เห็ดที่มักใช้กินเป็นผักสดมีมากมาย  เช่น  เห็ดฟาง  เห็ดหอม  เห็ดนางลมหลวง  เห็ดบราซิล  เห็ดหัวลิง  เห็ดเข็มทอง  เห็ดหูหนู  เห็ดหูหนูขาว  เห็ดหลินจือ  เห็ดนางฟ้า  เป็นต้น  ส่วนเห็ดที่ใช้เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพมีเห็ดหลินจือ  เห็ดฝูหลิง  ถั่งเช่า ฯลฯ

เห็ดต่างๆ  อุดมไปด้วยโปรตีน  ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิดที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันโรคได้  ส่วนไฟเบอร์ในเห็ดป้องกันอาการท้องผูก  นอกจากนี้วิตามินและแร่ธาตุที่มีอยู่มากมายนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการเผ่าผลาญเซลล์ในร่างกายและรักษาการทำงานของกลุ่มเซลล์ต่างๆให้เป็นปกติ

เห็ดอุดมไปด้วยสารเคมีพืช  ซึ่งไม่เพียงจะให้รสอร่อยเป็นพิเศษขณะเดียวกันยังมีสรรพคุณลดไขมันในเลือด  ลดความดันโลหิต  ลดน้ำตาลในเลือด  เพิ่มความสามารถในการดักจับออกซิเจนของเลือด  กระตุ้นการหมุนเวียนเลือด  เสริมเซลล์ให้รวมตัวเป็น  DNA  และ  RNA

  • พืชผักประเภทหน่อ

พืชผักประเภทหน่อจะต้องผ่านการแช่น้ำและการเร่งให้แตกหน่อ เป็นต้น จึงจะแตกหน่ออ่อนออกมาได้ พืชผักประเภทหน่อมีธัญพืช (เช่น ข้าวสาลี ข้าวไรน์ ข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลีบักวีต) ถั่ว (เช่น ถั่วลันตา ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว) ผักสด (เช่น บร็อกโคลี หัวผักกาด ผักกาดขาว) เป็นต้น

พืชผักประเภมหน่ออุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ เช่น กรดอมิโน และแร่ธาตุ วิตามิน ไฟเบอร์ เมื่อบวกกับลักษณะพิเศษที่แทบจะไม่มีไขมัน น้ำตาล และแป้ง จึงกลายเป็นอาหารบำรุงสุขภาพสำหรับช่วงวัยทองที่ยอดเยี่ยม พืชผักประเภทหน่อส่วนใหญ่กินดิบๆ ได้ แต่หน่อถั่วเหลืองและหน่อถั่วดำไม่เหมาะที่จะกินดิบๆ จะต้องลวกน้ำหรือผัดแบบเร็วๆ ถึงจะรับประทานได้

Tips

เคล็ดลับน่ารู้เกี่ยวกับการดื่มน้ำ

  1. หลังจากตื่นนอนควรดื่มน้ำอุณหภูมิ 20-25 องศาเซลเซียส ปริมาณ 200-300 ซีซี จะช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของเลือดและขับสารพิษออกจากทางเดินอาหารได้
  2. การดื่มน้ำชาที่ได้จากดอกไม้หรือน้ำชาที่ได้จากสมุนไพรทางยาเป็นประจำ เช่น น้ำชากลิ่นคาโมไมล์ และน้ำชาเก๋ากี้ จะช่วยผ่อนคลายจิตใจและบรรเทาอาการไม่สบายต่างๆ ในช่วงวัยทอง

บทที่4

ดูแลสุขภาพตามแบบจีน

วิธีการรักษาตามแพทย์แผนโบราณของจีนเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลและบำรุงร่างกายในช่วงวัยทอง เรามาทำความเข้าใจ และรู้จักพืชสมุนไพรที่ควรใช้ เพื่อให้คุณเป็นวัยทองที่แข็งแรงและสุขภาพดียิ่งขึ้น!

แพทย์แผนจีนตรวจสอบอาการวัยทองอย่างไร

แพทย์แผนจีนแบ่งสาเหตุของอาการวัยทองออกเป็น 3 ประเภท คือ พร่องพลังหยิน(Yin) ในตับและไต (Yang) ในไต และลมในตับอัดแน่นรีบมาเช็คกันดีกว่าว่าคุณจัดอยู่ในประเภทไหน!

พร่องพลังหยินในตับและไต

พลังหยินเสมือนความเย็น ถ้าพร่องไปจะมีอาการต่างๆ ดังนี้

  • ช่วงเอวและหัวเข่าปวดเมื่อยเป็นประจำ
  • วิงเวียนศีรษะ หูอื้อ และความสามารถในการฟังเสื่อมลง
  • คอแห้งบ่อย ดื่มน้ำเท่าไรก็ยังกระหายน้ำ
  • กระสับกระส่าย ร้อนวูบวาบไร้สาเหตุ
  • รู้สึกร้อนกลางฝ่ามื้อ ร้อนเหมือนถูกน้ำร้อนลวก
  • เหงื่อไหลตอนกลางคืนมาก
  • อุจจาระแห้งเป็นก้อนและท้องผูกบ่อย

พร่องพลังหยางในไต

อาจเกิดจากการชอบกินของเย็นๆ เป็นประจำ กินจุ พลังหยาง (ความร้อน อบอุ่น) ในไตจึงพร่อง หรือกระบวนการภายในร่างกายบกพร่องไม่ช่วยทำให้ม้ามและกระเพาะอาหารอบอุ่นได้ หรือไม่ก็เหนื่อล้าเกินไป ทำลายพลังหยางในม้าม ประกอบด้วยอาการดั้งนี้

  • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียง่าย
  • ขี้เกียจ เฉื่อยชา
  • มือและเท้าเย็น
  • สีหน้าซีดเผือด
  • ปัสสาวะน้อยแต่ปัสสาวะบ่อย
  • อุจจาระเบา ไม่มีน้ำหนัก

ลมในตับอัดแน่น

อาจเกิดจาการพร่องพลังหยินหลังป่วยหนัก หรือเกิดจาการเสียเลือดมากเกินไปหลังคลอด ทำให้เลือดอ่อนแอ หรืออวัยวะภายในขาดการบำรุงประกอบด้วยอาการดังนี้

  • กลัดกลุ้ม ไม่มีความกระตือรือร้น
  • จิตใจและสมองว้าวุ่น เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้
  • หาวบ่อย ไร้เรี่ยวแรง
  • หมดอะไรตาบอยาก
  • ไม่มีความสุข

แพทย์แผนจีนมีวิธีการรักษาวัยทองอย่างไร

หลักสำคัญในการรักษาแบบแพทย์แผนจีน คือ หนึ่ง ต้อง “บำรุงหัวใจ” และสมอง “ปรับตับให้เหมาะสม”

ผู้หญิงมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพตามปกติ คือ มีประจำเดือน ตั้งครรภ์ แต่เมื่อรวมการใช้ชีวิตที่อาจสะสมความเครียดต่างๆ ผู้หญิงบางคนจึงเกิดความไม่สมดุลเกี่ยวกับพลังหยิงพลังหยาง ส่งผลให้เลือดลมภายในร่างกายทำงานไม่ประสานกัน จึงก่อให้เกิดอาการต่างๆ

แพทย์แผนจีนวิเคราะห์ว่า ส่วนใหญ่คิดว่าเกิดจากการทำงานของตับ ม้าม และไตขาดความสมดุล หรือไม่ก็เนื่องจากลมในไตค่อยๆ อ่อนแอ และเส้นเยิ่นม่ายอ่อนแอ ฮอร์โมนจึงเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้พลังหยิงและหยางขาดความสมดุล หรือไม่ก็พลังหยิงในไตเสื่อม หรืองพลังหยางในไตไม่เพียงพอ ร่างกายขาดการบำรุง อวัยวะภายในที่เกี่ยวข้องกันจึงเกิดการแปรปรวนส่งผลให้ถึงการทำงานของหัวใจ ตับ และม้าม

 

 

 

 

3 กลุ่มอาการหลักๆ ในวัยทอง

  • พร่องพลังหยางในไต

บางคนมีพลังหยางในไตพร่อง (kidney yang deficiency) เพราะชอบกินของเย็นๆ เป็นประจำ ชอบอาบน้ำเย็นและสวมเสื้อผ้าที่ลมโกรกสบาย บางคนเกิดอาการพร่องพลังหยางในม้าม พลังหยางในม้ามถูกทำลาย อาการที่พบบ่อยคือ เหยฃนื่อยไร้เรี่ยวแรง ขี้เกียจพูดจา มือและเท้าเย็น เหงื่อไหล สีหน้าซีดเผือด ปัสสาวะสีอ่อน ปัสสาวะบ่อย อุจจาระไม่มีน้ำหนัก ไม่เป็นรูปเป็นร่าง ฯลฯ

  • พร่องพลังหยินในไต

คืออาการพลังหยินในไตนั้นไม่เพียงพอ (kidney yin deficiency) บางคนเกิดอากาเผาผลาญอาหารไม่ดี ทำให้เลือดคั่ง  บางคนเกิดจากการคลอดบุตรมามาก แล้วให้นมลูกเองทุกคน อาการพร่องพลังหยินในไตก็เกิดได้ง่าย  อาการที่พบบ่อยคือ ช่วงเอวและหัวเข่าปวดเมื่อย วิงเวียนศีรษะ หูอื้อ ความสามารถในการฟังเสื่อม คอแห้ง กลางฝ่ามือและเท้ารู้สึกร้อนวูบ เหงื่อออกตอนกลางคืน และอุจจาระแห้งแข็ง ฯลฯ

  • ลมในตับอัดแน่น

แพทย์แผนจีนคิดว่าการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของคนเรามีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับตับและเนื่องจากผู้หญิงที่มีอารมณ์อ่อนไหว ละเอียดอ่อน บวกกับยุคสมัยทำให้ต้องเครียด รับความกดดัน อารมณ์จึงแปรปรวนง่ายขึ้นๆ ผู้ที่มีลมในตับมาก ส่วนใหญ่จะฉุนเฉียว ใจร้อน ส่วนผู้ที่ลมในตับอัดแน่น ส่วนใหญ่จะกลัดกลุ้ม อมทุกข์ จิตใจห่อเหี่ยว

 

3 เคล็ดลับเพื่อวัยทองตำรับแพทย์แผนจีน

วิธีการรักษาตามหลักแผนจีนมีหลักอยู่สองประการ คือ เพื่อบำรุงไต และปรับตับให้เหมาะสม

  1. จัดการอารมณ์

เนื่องจากลมในไตค่อยๆ เสื่อม ผู้หญิงช่วงวัยทองจึงเกิดความเครียดหวาดกลัว เศร้า-โศก และโมโหง่ายมาก จึงควรควบคุ้มอารมณ์ให้มองโลกในแง่ดี คิดบวก สนุกสนานร่าเริง พยายามไม่เครียด เพื่อจะบรรเทาอาการต่างๆ ในวัยทอง ขณะเดียวกัน คนในครอบครัวและเพื่อนร่วมงานก็ควรให้ความเอาใจใส่และเข้าใจผู้หญิงในช่วงวัยทองให้ชีวิตผ่านความกังวลในร่างกายและจิตใจได้อย่างราบรื่น

  1. ใส่ใจการกิน

ควรใส่ใจการดูแลของม้ามาและกระเพาะอาหารเพิ่มมากขึ้นเลือกกินอาหารที่ย่อยง่าย อุดมไปด้วยสารอาหาร และไม่มันเลี่ยน กินผักผลไม้ให้มากๆ ไม่ควรกินอาหารรสจัด เผ็ดร้อน กลิ่นแรง และอาหารดิบแช่เย็น เพื่อให้ม้ามและกระเพาะอาหารทำงานได้ดี ขณะเดียวกัน ควรเลิกสูบบุหรี่ และกำจัดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ และน้ำชากาแฟด้วย

  1. ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมจะช่วยกระตุ้นและปรับการหมุนเวียนของเลือดลมทั่วร่างกายให้ดีขึ้น ต้านโรคภัยไข้เจ็บได้ แต่ไม่ควรออกกำลังกายอย่างหักโหม วัยทองควรวิ่งจ๊อกกิ้ง เดินเล่น เดินเร็วๆ ฝึกโยคะ นั่งสมาธิ ฯลฯ

นอกจากนี้ สิ่งที่ลืมไม่ได้เป็นอย่างยิ่งคือ “ตรวจร่างกายเป็นประจำเพื่อป้องกันโรคภัยได้ทันท่วงที” วัยทองเป็นช่วงที่เกิดมะเร็งเต้านมและโรคมะเร็งปากมดลูกได้ง่าย ดังนั้นควรเพิ่มการตรวจภายในเพื่อเช็คมะเร็งด้วยจะเป็นการดี

การฝังเข็มบรรเทาอาการวัยทองได้หรือไม่

การฝังเข็มช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ของวัยทอง เช่น หน้าแดง แน่นหน้าอก ปัสสาวะบ่อย ปวดเอว ขาชาให้ทุเลาลงได้ ในยามปกติหากเกิดอาการดังกล่าวให้กดนวดตรงตำเหน่งจุดฝังเข็มที่ใช้บ่อยดังต่อไปนี้ ก็จะช่วยบรรเทาอาการทำให้รู้สึกสบายขึ้นได้

จุดชวีกู่

     ตำเหน่ง เมื่อนอนหงาย จุดนี้จะอยู่บนแนวเส้นกึงกลางท้อง ต่ำจากสะดือ 5 ชุ่น หรือประมาณความกว้างของนิ้วมือเรียงชิดกัน 7 นิ้ว

ประโยชน์ ในเพศชายสามารถรักษาอากาการอวัยวะเพศไม่แข็งตัว น้ำกามเคลื่อนกลั้นปัสสาวะได้ไม่ค่อยดี ในเพศหญิงสามารถรักษาภาวะประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ เลือดฤดูออกไม่หยุด ปวดประจำเดือน คันอวัยวะเพศ ภาวะมีบุตรยาก ตกเลือดหลังคลอด นอกจากนี้จุดชวีกู่ยังเป็นจุดสำคัญ เสริมสุขภาพให้แกผู้ป่วยอัมพาต เพิ่มพละกำลังให้แก่ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ รวมทั้งสามารถรักษาอาการท้องเสีย ลำไส้ตรงยื่นหย่อน ภาวะอาหารไม่ย่อยได้อีกด้วย

จุดกุยหลาย

     ตำเหน่ง อยู่บริเวณท้องน้อยทั้ง 2 ข้าง โดยอยู่ต่ำจากสะดือ 4 ชุ่น หรือประมาณความกว้างของนิ้วมื้อเรียงชิดกัน 6 นิ้ว และห่างจากแนวเส้นกึ่งกลางด้านหน้าลำตัว 2 ชุ่น หรือประมาณความกว้างของนิ้วมื้อเรียงชิดกัน 3 นิ้ว

ประโยชน์ รักษาภาวะประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ ปวดประจำเดือน การอักเสบในอุ้ง-เชิงกรานตกขาว ขาดประจำเดือน รังไข่อักเสบ เยื่อบุมดลูกอักเสบ รวมทั้งโรคระบบสืบพันธุ์ทั้งหญิงและชาย

จุดหยานกู่

     ตำเหน่ง อยู่บริเวณด้านในของเท้า ต่ำจากขอบตาตุ่มลงมา 1 ชุ่น หรือประมาณความกว้างของนิ้วหัวแม่มือ

     ประโยชน์ รักษาอาการคันบริเวณอวัยวะเพศหญิง ประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ ตกขาว อาการปวดท้องรอยสะดือเนื่องจากกระทบลมเย็น ภาวะน้ำกามเคลื่อน ระงับอาการกระหายน้ำ ปวดบวมบริเวณหลังเท้า

จุดซานยินเจียว

     ตำเหน่ง อยู่บริเวณด้านในของขา หลังขอบกระดูกหน้าแข้ง เหนือยอดตาตุ้มขึ้นมา 3 ชุ่น หรือประมาณความกว้างของนิ้วมือเรียงชิดกัน 4 นิ้ว

ประโยชน์ จุดซานยินเจียวเป็นจุดขนเส้นลมปราณจู๋ไท่ยินของม้าม ใช้ประกอบจุดฝังเข็มรักษาโรคทางนรีเวชได้เกือบทั้งหมด กล่าวไว้ว่าเป็นจุดสำหรับสตรีโดยเฉพาะ

 

 

จุดจ้าวห่าย

     ตำเหน่ง อยู่บริเวณด้านในข้อเท้า เป็นแอ่งบุ๋มใต้ขอบตาตุ่มใน

ประโชน์ รักษาอาการปวดข้อ นอนไม่หลับ จิตใจกระวนกระวาย ระคายเคืองตา ปวดบวมลูกตา ปวดเมื่อยเท้า เสียงแหบ

จุดสิงเจียน

     ตำเหน่ง อยู่บริเวณหลังเท้า เป็นแอ่งบุ๋มปลายสุดของง่ามระหว่างนิ้วหัวแม่เท้าและนิ้วชี

ประโยชน์ รักษาโรคระบบสืบพันธุ์ต่างๆ เช่น อัณฑะอักเสบ ปวดองคชาต ไส้เลื่อน ภาวะเลือดออกจากมดลูก ปวดประจำเดือน หน้าแดง คันอวัยวะเพศ ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ ขี้ลืม ปวดตึงศีรษะ นอนไม่หลับ และจิตใจกระวนกระวายได้อีกด้วย

ข้อควรสนใจสามารถใช้ประสานกับจุดป่ายฮุ่ยซานยินเจียว จ้าวห่าย เพื่อบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ ขี้ลืม ปวดตึงศีรษะ นอนไม่หลับ และจิตใจกระวนกระวาย

จุกป่ายฮุ่ย

     ตำเหน่ง อยู่เหนือขอบผมด้านหน้าผากขึ้นมาตรงๆ 5 ชุ่น หรือประมาณความกว้างนิ้วมือเรียงกัน 7 นิ้ว หรือหาได้จากจุดกึ่งกลางของเส้นที่ลากเชื่อมระหว่างยอดใบหูทั้ง 2 ข้าง

ประโยชน์ รักษาอาการวิงเวียนศีรษะ ขี้ลืม ปวดตึงศีรษะ ลำไส้ตรงยื่นหย่อน ช่วยกระตุ้นลมปราณ พลังหยางให้เคลื่อนที่สูง เปิดทวาร ทำให้จิตใจสงบ

การรมยาสมุนไพรรักษาอาการวัยทองได้หรือไม่

กลุ่มอาการวัยทองมักมีสาเหตุจากพลังลมปราณของไตถดถอย พลังเส้นลมปราณชง-ม่าย และเยิ่นม่ายอ่อนพร่อง เลือดและสารจิงในร่างกายไม่เพียงพอตลอดจนการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ไต ม้าม และกระเพาะอาหาร แปรปรวน  ผู้ป่วยสามารถรมยาสมุนไพรบริเวณจุดที่มีสรรพคุณรักษา เพื่อเสริมสร้างสุขภาพได้

จะรมยาสมุนไพรที่จุดอย่างไร

ใช้สมุนไพรรมที่จุดทั้ง 3 ที่จะแนะนำต่อไปนี้ จุดละ 5-10 นาที วันละ 1 ครั้ง ทุกวันหรือวันเว้นวัน โดยรวมจนกระทั่งเห็นสีผิวหนังบริเวณนั้นเป็นสีแดง และพอให้รู้สึกค่อนข้างร้อน

มีข้อที่ควรสนใจคือ ผู้ที่มีภาวะหยินพร่อง ควรรมจุดซานยินเจียวให้มาก รองลงมาคือจุดกวนหยวน ผู้ที่มีภาวะหยางพร่อง ควรรมจุดกวนหยวนให้มาก รองลงมาคือจุดซานยินเจียว

อาจให้แพทย์แผนจีนตรวจวินิจฉัยเสียก่อน คุณอยู่ในภาวะแบบไหน แล้วจึงรมให้ถูกจุด

จุดกวนหยวน

     ตำเหน่ง อยู่บนเส้นลมปราณเยิ่นม่าย ต่ำจากสะดือ 3 ชุ่น หรือประมาณความกว้างของนิ้วมือเรียงชิดกัน 4 นิ้ว มีชื่อเรียกทั่วไปว่า “จุดตานเถียน”

     ประโยชน์ มีฤทธิ์กระตุ้นพลังหยาง บำรุงไตให้อุ่นขึ้น เพิ่มพลังปราณพื้นฐาน เสริมสารจิง ปรับการไหลเวียนของเลือดและลมปราณของเส้นลมปราณชงม่ายและเยิ่นม่ายสามารถบำรุงสุขภาพ รักษาภาวะร่างกายอ่อนแอไม่มีกำลังจิตใจไม่กระปรี้กระเปร่า รู้สึกหนาวเย็นในท้องน้อย และเสริมสุขภาพให้แก่คนชราที่อ่อนแอ และผู้ที่ยังไม่เป็นโรคก็ได้

จุดซานยินเจียว

     ตำเหน่ง อยู่บริเวณด้านในของขา หลังขอบกระดูกหน้าแข้ง เหนือยอดตาตุ่มขึ้นมา 3 ชุ่น หรือประมาณความกว้างของนิ้วมือเรียงชิดกัน 4 นิ้ว

ประโยชน์ บริเวณเส้นในของขาคนเรามีเส้นลมปราณยิน 3 เส้น  อันได้แก่ เส้นจู๋ไท่ยินของม้าม เส้นจู๋เจว๋ยินของตับ และเส้นจู๋ซ่าวยินของไตทอดผ่าน จุดซ่านยินเจียวเป็นจุดบนเส้นลมปราณจู๋ไท่ยินของม้าม และเป็นจุดที่เส้นลมปราณยินทั้ง 3 เส้นมาบรรจบกัน ใช้ประกอบจุดฝังเข็มรักษาโรคทางนรีเวชได้เกือบทั้งหมด กล่าวได้ว่าเป็นจุดสำหรับสตรีโดยเฉพาะ

จุดจู๋ซานหลี่

     ตำเหน่ง อยู่ต่ำจากแข่งข้างกระดูกสะบ้าด้านนอกลงมา 3 ชุ่น หรือประมาณความกว้างของนิ้วมือเรียงชิดกัน 4 นิ้ว และเยื้องห่างจากสันกระดูกหน้าแข้งออกมาด้านข้างนอกประมาณความกว้างของ 1 นิ้วมือ

ประโยชน์ จุดจู๋ซานหลี่เป็น 1 ใน 4 จุดที่สำคัญที่มีสรรพคุณเสริมสร้างกำลังให้แก่ร่างกาย เป็นจุดสำคัญของเส้นลมปราณกระเพาะอาหาร เนื่องจากกระเพาะอาหารถือเป็นเหล่งพลังงานภายหลังกำเนิดของมนุษย์  เมื่อฝังเข็มหรือรมยา กระตุ้นจุดนี้บ่อยๆ จะสามารถบำรุงกระเพาะอาหารและม้าม เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงได้

จะเลือกวิธีการรมยาอย่างไร

  1. รมด้วยก้อนโกศจุฬาลำพา นำสมุนไพรโกศจุฬาลำพามาปั่นเป็นก้อนรูปทรง

ต่างๆ แปะวางบนผิวหนังและจุดไฟรม เป็นวิธีแบบง่ายๆ ที่ทำได้ด้วยตนเอง แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ แบบรมโดยตรง ซึ่งเป็นการเอาก้อนโกศจุฬาลำพาแปะวางบนผิวหนังที่ทาด้วยวาสลีนหรือน้ำกระเทียมคั้นก่อน  เพื่อมิให้ก้อนสมุนไพรเลื่อนหลุด จากนั้นจุดไฟเผาก้อนโกศจุฬาลำพาเพื่อรมผิวหนังโดยตรง แบบรมโดยอ้อม จะมีวัสดุบางอย่าง เช่น แผ่นขิง แผ่นหัวหอมใหญ่ แผ่นฟู่จื่อ หรือเกลือป่น คั่นระหว่างผิวหนังกับก้อนโกศจุฬาลำพา เนื่องจากให้ความร้อนเหมาะสม ไม่ลวกไหม้ผิวหนังจึงเป็นวิธีการรมยาที่ปลอดภัยมาก

  1. รมด้วยมวนโกศจุฬาลำพาเป็นวิธีการรมยาที่ใช้มากที่สุดโดยแบ่งย่อยเป็น 3แบบ ได้แก่ แบบจ่อรม ให้ถือมวนโกศจุฬาลำพาที่จุดไฟแล้ว จ่อให้ใกล้ผิวหนังแล้วค่อยๆ ยกขึ้นมาช้าๆ ให้สูงในระดับที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอุ่นแบบสบายๆ รมประมาณ 5-10 นาที จนกระทั้งเห็นผิวบริเวณนั้นเปลี่ยนเป็นสีแดงก็พอ ไม่ควรรมจนร้อนเกินไป เพื่อมิให้ลวกผิวหนังจนตุ่มน้ำพองขึ้น แบบเกว่งรม ให้ถือมวนโกฐจุฬาลำพาแกว่งเป็นวงกลมรอบบริเวณนั้น มักจะใช้กับพยาธิบริเวณกว้าง เช่น พวกโรคข้ออักเสบรูมา-ตอยด์ เป็นต้น และสุดท้าย แบบนกกระจอกจิก ใช้มวนโกฐจุฬาลำพาจ่อใกล้ผิวหนังแล้วยกขึ้น ทำสลับกันไปมา เหมือนท่านกกระจอกจิกอาหาร เหมาะสำหรับการรมจุดที่มีฤทธิ์เสริมบำรุงบางตำเหน่ง

 

8 ข้อควรใส่ใจในการรมยา

  1. โดยทั่วไปให้รมท่อนบนของร่างกายบริเวณที่เจ็บปวดและส่วนศีรษะก่อน

จากนั่นจึงรมท่อนล่างของร่างกาย ส่วนท้อง และแขนขา

  1. ส่วนใหญ่จะใช้มวนโกศจุฬาลำพารมจนกระทั่งผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีแดงก็พอ
  2. เนื่องจากโกศจุฬาลำพาจัดเป็นวัสดุทางการแพทย์ จึงควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมายรับประกันคุณภาพ อาจเลือกใช้โกศจุฬาลำพาแบบมีควันหรือไร้ควันก็ได้ ขึ้นกับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย ซึ่งให้ผลในการรักษาเหมือนกัน
  3. ขณะรมยาควรระวังเรื่องความปลอดภัยอย่าให้เถ้าโกฐจุฬาลำพาลวกโดนผิวหนังหรือไหม้เสื้อผ้า
  4. ไม่ควรรมยาในกรณีหรือตำเหน่งต่อไปนี้ ผู้ป่วยที่มีพยาธิแบบแกร่ง มีไข้ตัวร้อน หรือไข้จากภาวะหยินพร่องบริเวณใบหน้า หู ตา คอ จมูก บริเวณเส้นเลือดใหญ่ บริเวณท้องและบั้นเอวของสตรีตั้งครรภ์
  5. ภายหลังรมควัน ผิวหนังบริเวณนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ซึ่งเป็นเรื่องปกติไม่ต้องทำอะไร เพราะจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว หากรมยามากเกินไป อาจเกิดตุ่มน้ำพองเล็กๆ ขึ้นบริเวณนั้น ให้ระวังอย่าถูกขยี้จนแตกปล่อยให้ยุบหายเองได้ ถ้าเป็นตุ่มน้ำขนาดใหญ่ให้ใช้เข็มเล็กๆ ที่ทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคแล้ว เจาะให้แตก หากกลัวน้ำซึมเลอะ หรือมีการติดเชื้อซ้ำซ้อน ควรไปโรงพยาบาลให้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญรักษา ไม่ควรจัดการเอง
  6. ถ้าผิวหนังบริเวณรมยาถูกสมุนไพรลวกจนเป็นตุ่มหนอง ควรพักผ่อนให้เหมาะสม ทำความสะอาดตุ่มหนองให้แห้ง สามารถปล่อยให้หายเองได้
  7. หากเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อน จะเห็นน้ำหนองสีเหลืองงอมเขียว หรือมีน้ำเลือดซึมออกมา ไม่ควรใส่ยารักษาเอง ควรไปรักษาที่โรงพยาบาล

การกระตุ้นจุดใบหูบรรเทาอาการวัยทองได้หรือไม่

ใบหูคนเราทั้ง 2 ข้างมีจุดมากกว่า 200 จุดที่สามารถใช้รักษาอาการผิดปกติของร่างกายได้มากมาย สำหรับอาการที่พบบ่อย สามารถเลือกกระตุ้นจุดเสินเหมิง จุดกลีบท้ายทอยของสมอง จุดหัวใจ  และจุดกระเพาะอาหาร เพื่อเสริมสุขภาพได้

ตารางแสดงสรรพคุณของจุดต่างๆ บนใบหู

ชื่อจุด การแบ่งส่วนกายวิภาคของใบหู ตำเหน่งหู สรรพคุณหลัก
เสินเหมิง กับส่วนกลางของง่ามบนสันตรงข้ามของหู บรรเทาอาการนอนไม่หลับ ฝันบ่อย จิตใจกระวนกระวาย
กลืบท้ายทอยของสมอง รูหู แก้โรคระบบประสาทโรคผิวหนังเป็นลม หมดสติ
ส่วนใต้เปลือกสมอง อยู่ด้านในของสันตรงข้ามติ่งหน้ารู

หู

บรรเทาอาการนอนไม่หลับ ฝันบ่อย

ภาวะอักเสบ  อาการปวด

ไต แอ่งรูหู อยู่ชิดขอบของง่ามล่างของสันตรงข้าม ขอบหู เหนือจุดลำไส้เล็ก โรคระบบทางเดินปัสสาวะ ระบบสืบพันธุ์ โรคทางนรีเวช ปวดเอว มีเสียงดังในหู
ตับ ลำไส้เล็กดูโอดินัม ต้านโรคเกี่ยวกับตา เจ็บบริเวณชายโครง
กระเพาะอาหาร สันขอบหู ขาของสันขอบหู แก้ปวดกระเพาะอาหาร เรอลม อาเจียน อาหารไม่ย่อย
ต่อมไร้ท่อ รูหู ต้านโรคระบบสืบพันธุ์และนรีเวช
หัวใจ แก้อาการใจสั่น

 

การกระตุ้นจุดใบหูมีประวัติความเป็นมายาวนานมาก  ในสมัยจักรพรรดิเซวียนเห-ยียนก็มีการใช้แล้ว จึงกล่าวได้ว่าเป็น “มรดกการแพทย์โบราณ” เพื่อให้สอดคล้องกับผู้คนยุคปัจจุบันที่ต้องการความเรียบง่ายรวดเร็ว และได้ผล การกระตุ้นจุดใบหูจึงได้มีการดัดแปลงจากการปักเข็มมาใช้เม็ดแม่เหล็กหรือเม็ดหวังปู้หลิวสิง แปะบนใบหู กระตุ้นจุดเพื่อทำการรักษาแทน

บนใบหูของคนเราทั้งซ้ายและขวามีจุดกระตุ้นนับรวมกันมากกว่า 200 จุด สามารถรักษาอาการต่างๆ ทั่วร่างกายได้ 100 กว่าอย่าง อาการวัยทองที่พบได้บ่อย เช่น นอนไม่หลับ ปวดหลังปวดเอว ใจสั่น ภาวะอักเสบ ฮอร์โมนแปรปรวน มีเสียงในหู เวียนศีรษะ ระบบสืบพันแปรปรวน สามารถรักษาได้โดยกระตุ้นจุดเสินเหมิน จุดกลีบท้ายทอยสมอง จุดหัวใจ จุดกระเพาะอาหาร จุดส่วนใต้เปลือกสมอง  จุดต่อมไร้ท่อ จุดตับ และจุดไต ดังแสดงรายละเอียดในตารางข้างต้น

การนวดฝ่าเท้าบรรเทาอาการวัยทองได้หรือไม่

เท้าทั้งสองข้างจะมีเขตสะท้อนของอวัยวะต่างๆ มากมาย เมื่อนวดฝ่าเท้าบริเวณเขตสะท้อนของต่อมใต้สมอง มดลูก รังไข่ ก็จะช่วยบรรเทาอาการไม่สบายต่างๆ ที่พบบ่อยในวัยทองได้

เท้าทั้ง 2 ข้างจะมีบริเวณที่เป็นเขตสะท้อนของอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย 64 เขต เมื่อนวดเขตสะท้อนเหล้านี้ก็สามารถกระตุ้นการทำงานของเซลล์ ทำให้รู้สึกสบายทั่วร่างกาย

การกระตุ้นเขตสะท้อนที่เท้าจะช่วยกระตุ้นเซลล์ รักษาภาวะเมแทบอลิซึมให้เป็นปกติ ขณะเดียวกันก็กระตุ้นระบบต่อมไร้ท่อให้อยู่ในสมดุล สามารถบรรเทาอาการไม่สบายต่างๆ ในวัยทองได้ อาทิเช่น หน้าแดง เหงื่อออกกลางคืน ใจสั่น วิงเวียน กระวนกระวาย ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ

Tips

5 ข้อการระวังในการนวดฝ่าเท้า

  1. ไม่ควรนวดภายในเวลา 1 ชั่วโมงหลังกินอาหาร
  2. ภายในครึ่งชั่วโมงหลังนวด ควรดื่มน้ำอุ่น 500 ซีซี
  3. หลีกเลี่ยงการกดบริเวณปุ่มกระดูก เพื่อไม่ให้เยื่อหุ้มกระดูกอักเสบ หรือบวมห้อเลือด
  4. จะต้องมีความมั่นใจ อดทน แน่วแน่
  5. ขณะนวด ทำใจให้สบาย คิดถึงเรื่องที่สนุกสนาน เรื่องสุขภาพที่แข็งแรง ไม่ควรคิดเรื่องที่เป็นอุปสรรคของช่วงวัยทอง

วิธีการนวดฝ่าเท้าเพื่อบรรเทาอาการวัยทองที่ได้ผลดีที่สุดนั้น คือ ประสานการนวดเขตสะท้อนทั้ง 64 เขต อันเป็นการกระตุ้นทั่วร่างกายร่วมกับการนวดเขตสะท้อนเฉพาะสำหรับอาการวัยทอง ดังต่อไปนี้

การนวดแก้ไขภาวะฮอร์โมนหลั่งไม่สม่ำเสมอ

  1. เขตสะท้อนของต่อมใต้สมอง

ต่ำเหน่ง: อยู่บริเวณตรงกลางของปลายนิ้วหัวแม่เท้าทั้งสอง เป็นจุดที่อยู่ลึกใต้เขตสะท้อนของสมอง

วิธีนวด: ใช้ท่ากำหมัดกดด้วยนิ้วชี้ กดลึกๆ ไล่จากบนลงล่าง ประมาณ 3 รอบ

 

  1. เขตสะท้อนของมดลูก

ตำเหน่ง: อยู่บริเวณเส้นเท้าใต้ตาตุ่มด้านใน

วิธีนวด: ใช้ท่านวดด้วยมือทั้งสองข้าง นวดไล่จากบนลงล่างประมาณ 3 รอบ

  1. เขตสะท้อนของรังไข่

ตำเหน่ง: มี 2 เขต เขตที่ 1 อยู่บริเวณตรงกลางของพื้นส้นเท้า เขตที่ 2 อยู่บริเวณด้านนอกของส้นเท้า

วิธีนวด: เขตที่ 1 ใช้ท่ากำหมัดกดด้วยนิ้วชี้นวดไล่จากบนลงล่างประมาณ 3 รอบ เขตที่ 2 ใช้ท่ากดไถด้วยนิ้วหัวแม่มือ นวดไล่จากบนลงล่างประมาณ 3 รอบ

การนวดแก้ไขอาการเครียด จิตใจไม่สงบ ใจสั่น นอนไม่หลับ เป็นตะคริว

  1. เขตสะท้อนของข่ายประสาทช่องท้อง

ตำเหน่ง: อยู่บริเวณตรงกลางอุ้งเท้าทั้ง 2 ข้าง ใกล้เขตสะท้อนของไตและกระเพาะอาหาร

วิธีนวด: ใช้ท่ากดมัดด้วยนิ้วชี้ นวดไล่จากบนลงล่างประมาณ 6 รอบ

  1. เขตสะท้อนของไทรอยด์

ตำเหน่ง: เป็นแถบพาดจากโคนนิ้วหัวแม่แม่เท้าไปยังร่องระหว่างนิ้วหัวแม่เท้าและนิ้วชี้

วิธีนวด: ใช้ท่านวดด้วยนิ้วชี้ที่งอเป็นรูปตะขอ นวดไล่จากบนลงล่างประมาณ 3 รอบ

  1. เขตสะท้อนของต่อมาพาราไทรอยด์

ตำเหน่ง: อยู่บริเวณขอบด้านในของฝ่าเท้า ใต้ข้อต่อโคนนิ้วหัวแม่เท้า เยื้องมาด้านหลังประมาณ 45 องศา

วิธีนวด: ใช้ท่าหนีบด้วยสองนิ้วนวดไล่จากบนลงล่างประมาณ 3 รอบ

การนวดแก้ไขอาการปวดศีรษะ วิงเวียน นอนไม่หลับ มีเสียงดังในหู ตาลาย การทรงตัวเสียสมดุล

  1. เขตสะท้อนของโพรงไซนัสหน้าผาก

ตำเหน่ง: อยู่บริเวณใต้ปลายนิ้วเท้าทั้งหมดในส่วนของนิ้วหัวแม่เท้าจะเป็นบริเวณลึกจากปลายนิ้วเข้ามาประมาณ 1 ซม.เขตสะท้อนของโพรงไซนัสหน้าผากข้างขวาจะอยู่ที่เท้าซ้าย ส่วนของโพรงไซนัสข้างซ้ายจะอยู่ที่เท้าขวา

วิธีการนวด: .ใช้ท่ากำหมัดกดด้วยนิ้วชี้ เวลานวดเท้าซ้ายให้นวดไล่นิ้วจากซ้ายไปขวาประมาณ 3 รอบ เวลานวดเท้าขวา ให้นวดไล่นิ้วจากขวาไปซ้ายประมาณ 3 รอบเช่นกัน

  1. เขตสะท้อนของสมองใหญ่

ตำเหน่ง: อยู่บริเวณใต้นิ้วหัวแม่เท้าทั้งหมด สมองซีกขวาจะมีเขตสะท้อนอยู่ที่เท้าซ้าย ส่วนสมองซีกซ้ายจะมีเขตสะท้อนอยู่ที่เท้าขวา

วิธีนวด: ใช้ท่ากำหมัดกดด้วยนิ้วชี้  นวดไล่จากบนลงล่างประมาณ 6 รอบ

  1. เขตสะท้อนของหูชั้นใน

ตำเหน่ง: อยู่ด้านหลังเท้าบริเวณร่องระหว่างกระดูกนิ้วนางและนิ้วก้อย

วิธีนวด: ใช้ท่านวดด้วยนิ้วชี้ที่งอเป็นรูปตะขอ  นวดไล่จากหลังเท้าไปยังปลายเท้าประมาณ 6 รอบ

 

วิธีนวดฝ่าเท้าทำอย่างไร

เนื่องจากเขตสะท้อนที่ฝ่าเท้ามีกระจ่ายอยู่หลายบริเวณ เช่น ในชั้นผิวหนังร่องระหว่างกระดูก บริเวณข้างหลอดเลือด และบริเวณที่ผิวหนังยืดเกาะกับกระดูกต้องอาศัยวิธีการนวดหลายๆ ท่า จึงจะนวดให้ถึงเขตสะท้อนได้จริง

  1. ท่ากำหมัดกดด้วยนิ้วชี้

จุดลงน้ำหนัก: ข้อต่อกลางของนิ้วชี้

เขตสะท้อนที่เหมาะกับการใช้: ต่อมใต้สมอง รังไข่ ข่ายประสาทช่องท้อง โพรงไซนัสหน้าผาก สมองใหญ่

  1. ท่านวดด้วยมือทั้งสองข้าง

จุดลงน้ำหนัก: ด้านท้องนิ้วของหัวแม่มือข้างที่ออกแรงเป็นหลัก

เขตสะท้อนที่เหมาะแก่การใช้: มดลูก

  1. ท่ากดไถด้วยนิ้วหัวแม่มือ

จุดลงน้ำหนัก: ด้านท้องนิ้วของนิ้วหัวแม่มือ

เขตสะท้อนที่เหมาะแก่การใช้:รังไข่

  1. ท่านวดด้วยนิ้วชี้ที่งอเป็นรูปตะขอ

จุดลงน้ำหนัก: ด้านในของปลายนิ้วชี้ โดยให้นิ้วหัวแม่มือยันอยู่กับที่

เขตสะท้อนที่เหมาะแก่การใช้:ต่อมไทรอยด์ หูชั้นใน

  1. ท่าหนีบด้วยสองนิ้ว

จุดลงน้ำหนัก: ด้านในของข้อต่อกลาง ของนิ้วชี้และนิ้วกลาง

เขตสะท้อนที่เหมาะแก่การใช้:ต่อมพาราไทรอยด์

หมายเหตุ การนวดฝ่าเท้าบรรเทาอาการวัยทองนั้น ควรออกแรงเพียงให้แค่รู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อย อย่านวดแรงจนเจ็บมากเกินไป

ตำรับยาจีนที่ใช้รักษาอาการวัยทองมีอะไรบ้าง

น้ำแกงใส่ชะเอม  ข้าวสาลี และเม็ดพุทรา น้ำแกงใส่เมล็ดในลูกจ้อเปรี้ยว ยาเม็ดสมุนไพรตี้หวงหกรส เป็นต้น

น้ำแกงใส่ชะเอม ข้าวสาลี และพุทราจีน

     ส่วนผสม ชะเอมข้าวสาลีพุทราจีน

     สรรพคุณ ผ่อนคลายความกลัดกลุ้ม กังวลใจ บรรเทาอาการหวาดกลัว นอนไม่หลับ ทำให้จิตใจสงบ บำรุงม้าม และเสริมลมปราณในร่างกาย

รักษาอาการ อวัยวะภายในช่องท้องปั่นป่วน ใจลอย ซึมเศร้า กระวนกระวาย นอนหลับไม่สนิท หาวบ่อย

คำเตือน  ตำรับนี้แม้จะเป็นยาบำรุงสุขภาพที่ดีสำหรับผู้หญิงวัยทอง แต่ควรปรึกษาแพทย์แผนจีนก่อน ว่าร่างกายของเราเหมาะที่จะกินหรือไม่ห้ามกินเองเป็นอันขาด

 

น้ำแกงใส่เมล็ดลูกจ้อเปรี้ยว

     ส่วนผสม เมล็ดลูกจ้อเปรี้ยว ชะเอม สมุนไพรเจือหมู่ (rhizome anemarrhenae) เห็ดฝูหลิง สมุนไพรชวนซง (ligusticumchuanxionghort)

     สรรพคุณ บำรุงกำลังขจัดความร้อนในร่างกาย บำรุงรักษาเส้นเลือด และทำจิตใจให้สงบ

รักษาอาการ ร่างกายอ่อนแอ อ่อนเพลีย กระวนกระวายนอนไม่หลับ เหงื่อไหลขณะหลับ ประจำเดือนแปรปรวน

คำเตือน ตำรับนี้แม้จะเป็นยาบำรุงสุขภาพที่ดีมากสำหรับผู้หญิงวัยทอง แต่ควนจะปรึกษาแพทย์จีนก่อนกิน ว่าร่างกายของตนเองเหมาะที่จะกินหรือไม่ ห้ามกินเองเป็นอันขาด

ยาเม็ดสมุนไพรตี้หวงหกรส

     ส่วนผสม ยาจีนตี้หวง รากดอกโบตั๋น สมุนไพรซานจูอวี๋ (dogwood) เห็ดฝูงหลิงขาว มันเทศจีน สมุนไพรเจ๋อเซี่ย (alismaorientale)

สรรพคุณ บำรุงพลังหยิงและเลือดปรับการทำงานของสารคัดหลั่งในร่างกายให้ดีขึ้น ป้องกันกระดูกเปราะบาง  ลดอัตราการเกิดเส้นเลือดใหญ่แข้งตัวและภาวะอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ บรรเทาอาการร้อนวูบวาบตามตัว นอนไม่หลับ ปวดเอว เหงื่ออกมาก วิงเวียนศีรษะ และหน้ามือตาลาย

รักษาอาการ ตับไตทำงานไม่ดี ร่างกายไม่มีแรงเลือดหล่อเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอ หน้าซีด ปวดเมื่อยเอวและขา  เหงื่อไหลขณะนอนหลับ  เสมหะมาก  เป็นไข้ ไอ  วิงเวียนศีรษะ  และหน้ามืดตาลาย

คำเตือน  ผู้ที่มีสีหน้าซีดเซียวปวดเมื่อยเอวและหัวเข่า  ชอบอากาศร้อน  กลัวหนาว  วิงเวียนศีรษะและผู้ที่มีพลังหยางพร่อง มีอาการหูอื้อ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน  ส่วนผู้ใหญ่โรคเบาหวานที่มีอาการพลังหยางพร่องห้ามกินเด็ดขาด

ตำรับยาเย็นฟื้นฟูและบรรเทา

     ส่วนผสม  ตังกุย สมุนไพรไป๋เสา (white peony root) เห็ดฝูหลิง  สมุนไพรไป๋จู๋ (largeheadatractylodesrhizome)  สมุนไพรไฉหู (bupleurum) ชะเอม  รากดอกโบตั๋น  ขิงสด  สะระแหน่

สรรพคุณ  ขจัดความร้อนในร่างกายปรับลมปราณ  และบำรุงเลือด

รักษาอาการ ตับ  ม้าม  และเลือดลมไม่สมบูรณ์  ปวดศีรษะ  กระวนกระวาย  คอแห้ง  เหงื่อไหลขณะหลับ  เบื่ออาหาร  นอนไม่หลับ  มีแผลเปื่อยบริเวณปากและลิ้น

คำเตือน  ปัจจุบันมีแบบแคปซูลสำเร็จ  กินสะดวก  (เจียเว่ยเซียวเหยาซ่าน  jiaweixiaoyao  san  ภาษาจีนกลาง  หรือ  bupleurum&paeonia formula)  ผู้มีเนื้องอกบริเวณมดลูกหรือรังไข่ไม่แนะนำให้กิน

ยาเม็ดจั่วกุย

      ส่วนผสม  ยาจีนตี้หวง  สมุนไพรซานจูอวี๋  (dogwood)  เก๋ากี้  เขากวางอ่อน  ต้นฝอยทอง  (dodder)  สมุนไพรหนิวซี (radix  achyranthisbidentatae) มันเทศจีน  กระดองเต่า

สรรพคุณ  บำรุงหยินและไต  เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง  กระตุ้นจิตใจ
รักษาอาการ  ปวดเมื่อยเอวและขาลมปราณในไตไม่สมบูรณ์  ขาดสารอาหาร  แก่ก่อนวัย  ร่างกายอ่อนแอ  คอแห้งผาก  วิงเวีนยศีรษะ  เหงื่อไหลขณะนอนหลับ  กลั้นปัสสาวะไว้ไม่ดี

คำแนะนำ  กินหลังอาหารด้วยน้ำอุ่น

การแพทย์แผนจีนรักษาอาการวัยทองอย่างไร

การดูแลรักษาอาการวัยทองด้วยแพทย์แผนจีนต้องยึดหลักใหญ่ๆ 3 ข้อคือ

  1. วิเคราะห์เพื่อการรักษา

การรักษากลุ่มอาการวัยทองนั้น  การแพทย์แผนจีนจะเน้นการบำรุงไตและตับเป็นหลัก  เมื่อร่างกายค่อยๆแก่ชราและอ่อนแอลง  หากลมปราณในไตไม่สมบูรณ์  ก็จะก่อให้เกิดหยินและหยางในไตพร่อง

ภาวะหยินในไตพร่อง  จะมีอาการร้อนในมาก  ร่างกายร้อนรุ่ม  จึงไม่ควรใช้ตัวยาที่เป็นธาตุร้อนเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ความร้อนเพิ่มมากขึ้น  ถ้าเป็นภาวะหยางในไตพร่องจะมีอาการกลัวความหนาวมากเป็นพิเศษจึงไม่ควรใช้ตัวยาที่บำรุงหยินเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ร่างกายหนาวเย็นเพิ่มมากขึ้น

ในการแพทย์จีนนั้น  “ตับ”  เป็นอวัยวะสะสมเลือดและเป็นทางผ่านของพลังลมปราณในร่างกาย  เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยทองแล้วเลือดในตับพร่องลงบวกกับหยางในตับแกร่งทำให้มีความร้อนในตับมาก  ส่งผลให้ร่างกายมีอาการร้อนรุ่ม  จิตใจหงุดหงิด  ฉุนเฉียวง่าย  และนอนไม่หลับ  จะต้องใช้ยาบำรุงเลือดและบำรุงหยิน  เพื่อดับความร้อนในตับ

2.พิจารณาปริมาณการใช้ยาตามสภาพร่างกาย

อาการวัยทองจะแตกต่างกันไปตามสภาพร่างกายและจิตใจของแต่ละคน  ดังนั้นเวลาให้ยาจะต้องตรวจดูสภาพร่างกายและจิตใจเป็นสำคัญ  เพื่อจะได้ใช้ปริมาณยาให้ได้ผลดีที่สุดต่อคนนั้นๆ

3.หลีกเลี่ยงวิธีบำรุงร่างกายผิดๆ

การซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาปรุงเอง  เพื่อบำรุงร่างกายช่วงวัยทองอาจช่วยบรรเทาอาการบางอย่างอย่างได้  แต่ถ้ามีอาการวัยทองเกิดขึ้นควรปรึกษาแพทย์แผนจีนให้ตรวจวิเคราะห์อาการและเขียนใบสั่งยาให้จะดีกว่า  เพื่อป้องกันอันตรายจากการรักษาไม่ถูกโรค  หรือกินยาผิด  หรือผลข้างเคียงจากการแพ้ยา

แต่ใช่ว่าทุกคนจะปรากฏอาการวัยทองอย่างเด่นชัด  ดังนั้นจึงควรรักษาสภาพจิตใจให้ดีเพื่อรับมือกับอาการที่อาจจะเกิดขึ้น  พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำมันมากเพื่อรักษาสมดุลในการกิน

 

ตัวยาใดบรรเทาอาการเหงื่อไหลขณะหลับ

สมารถใช้ตัวยาสองชนิด  คือ  ข้าวเดือยหรือข้าวบาร์เลย์  และดอกลิลลี่  ในการบำรุงรักษาร่างกาย

ข้าวเดือยหรือข้าวบาร์เล่ย์

     ลักษณะมีฤทธิ์เย็น ไม่มีพิษ มีรสหวานเจือเค็ม

สรรพคุณ  ลดไข้  ยับยั้งเหงื่อบำรุงหัวใจ  เสริมลมปราณในร่างกาย

รักษาอาการ  เหงื่อไหลขณะหลับ  เหงื่อไหลมากผิดปกติ  นอนไม่หลับฮิสทีเรีย

ปริมาณการใช้  ตัวยา  10-20  กรัมต่อวันและยาจีนแผนปัจจุบัน 0.5-2 กรัมต่อวัน  พิจารณาปริมาณการใช้ตามอาการและสภาพร่างกาย

การเลือกซื้อและเก็บรักษา  ซื้อตามร้านขายยาจีน  เลือกลักษณะที่แห้งและสมบูรณ์  ควรเก็บในภาชนะที่ปิดสนิทและไว้ในที่แห้ง

กินแล้วดีผู้ที่มีอาการเหงื่อออกมากขณะหลับ  นอนไม่หลับและลำไส้อ่อนแอ

ไม่ควรกิน  ผู้ป่วยที่กลัวความหนาว มีอาการเย็นตามมือและเท้า

ดอกลิลลี่

     ลักษณะ มีฤทธิ์เป็นกลาง  ไม่มีพิษ  รสหวานอมขมเล็กน้อย

สรรพคุณ  บำรุงหัวใจ  บำรุงปอด  ระงับอาการไอ  แก้ร้อนใน ช่วยให้จิตสงบ  บำรุงกำลัง

รักษาอาการ  ไอ  อาเจียนเป็นเลือด  ภาวะร้อนในปอด  เจ็บคอ  โรคประสาทอ่อนๆ และวาดผวา

ปริมารการใช้  ตัวยา 10-20 กรัมต่อวัน  และยาจีนแผนปัจจุบัน  0.5-2 กรัมต่อวัน     พิจารณาปริมาณการใช้ยาตามอาการป่วยและสภาพร่างกาย

กินแล้วดี  ผู้ที่หลอดลมใหญ่อักเสบบ่อยกระวนกระวายใจ และผู้ที่มีอาการประสาทอ่อนๆ

ไม่ควรกิน ผู้ที่กระเพาะอาหารอ่อนแอ  ไอเนื่องจากโดนลม  ไอเนื่องจากอาการหนาว  และผู้ป่วยโรคหวัด  น้ำมูกไหล

ตัวยาใดบรรเทาอาการนอนไม่หลับ

หากต้องการทำให้อาการนอนไม่หลับ  ขี้ลืม  และกระสับกระส่าย  ฯลฯ  ในช่วงวัยทองดีขึ้น  เนื้อลำไย  เม็ดบัว  และเมล็ดลูกจ้อเปรี้ยว  ฯลฯ  ช่วยได้

เนื้อลำไย

     ลักษณะ  มีฤทธิ์ร้อน รสหวาน

สรรพคุณ  บำรุงหยาง  บำรุงหัวใจและม้าม  ทำให้เลือดลมไหลเวียนดี  ช่วยให้จิตใจสงบ  เสริมลมปราณในร่างกาย

รักษาอาการ  ร่างกายผ่ายผอม  ม้ามพร่อง  ท้องเสีย  ใจหวิวนอนไม่หลับ  เลือดลมไม่สมบูรณ์หลังป่วยและหลังคลอดบุตร

ปริมาณการใช้  ตัวยา 10-20 กรัมต่อวัน  และยาจีนแผนปัจจุบัน 0.5-2 กรัมต่อวัน พิจารณาปริมาณการใช้ตามอาการและสภาพร่างกาย

การเลือกซื้อและเก็บรักษา  เลือกซื้อลำไยที่เนื้อละเอียด  ไม่เหนียวมาก  และควรใช้ให้หมดในครั้งเดียว

กินแล้วดี  ผู้ที่ร่างกายเหนื่อยล้าง่าย  เลือดลมไหลเวียนไม่ดี  ร่างกายอ่อนแอหลังป่วยและหลังคลอดบุตร  ผู้ที่นอนไม่หลับ  ขี้ลืม

     ไม่ควรกิน  ผู้ที่ไอแห้งๆ  เสมหะเหนียว  ร่างกายร้อยผ่าว  มีผื่นแดง

เมล็ดลูกจ้อเปรี้ยว 

ลักษณะ  มีฤทธิ์เป็นกลางไม่มีพิษ  รสหวานอมเปรี้ยว

      สรรพคุณ    บำรุงตับและน้ำดี  ช่วยให้จิตใจสงบ  ขจัดเหงื่อกระตุ้นของเหลวในร่างกาย  และแก้กระหาย

รักษาอาการ  หงุดหงิด  นอนไม่หลับ  ขี้ลืม  ร่างกายอ่อนแอ  เหงื่อออกมาก  กระหายน้ำ  มือและเท้าปวดเมื่อย  ไม่มีแรง

ปริมาณการใช้  ตัวยา 10-20  กรัมต่อวัน  และยาจีนแผนปัจจุบัน 0.5-2 กรัมต่อกรัม  พิจารณาปริมาณการใช้ยาตามอาการป่วยและสภาพร่างกาย

การเลือกซื้อและการเก็บรักษา  เลือกซื้อเมล็ดที่ใหญ่  สมบูรณ์  ผิวสีแดงม่วง  ควรเก็บในภาชนะที่ปิดสนิทและวางไว้ในที่แห้ง

กินแล้วดี  ผู้ที่ร่างกายเหนื่อยล้าง่าย  เลือดลมไหลเวียนไม่ดี  ร่างกายอ่อนแอหลังป่วยและหลังคลอดบุตร  ผู้ที่นอนไม่หลับ  ขี้ลืม

ไม่ควรกิน  ผู้ที่ปวดศีรษะเนื่องจากโดนลมหนาว  ลมร้อน  และผู้ที่ร่างกายร้อนผ่าว

เม็ดบัว

      ลักษณะ  มีฤทธิ์เป็นกลาง  ไม่มีพิษ  รสหวานอมฝาด  ส่วนต้นอ่อนในเม็ดบัวจะมีรสขม  มีฤทธิ์ค่อนข้างเย็น

สรรพคุณ  บำรุงหัวใจ  ปอด  ม้าม  และไต  ลดไข้  ทำให้จิตใจสงบ  ระงับอาการไอ  บำรุงร่างกายและเสริมลมปราณ  แก้ท้องเสีย  ขจัดความกังวลและหงุดหงิด

รักษาอาการ  ม้ามพร่อง  ท้องเสีย  โรคบิด  และโรคประสาทอ่อนๆ และนอนไม่หลับ  ประจำเดือนมากผิดปกติ

ปริมาณการใช้  ตัวยา 10-20 กรัมต่อวัน  และยาจีนแผนปัจจุบัน 0.5-2 กรัมต่อวัน  พิจารณาปริมาณการใช้ยาตามอาการป่วยและสภาพร่างกาย

การเลือกซื้อและการเก็บรักษา  เลือกซื้อเม็ดบัวแห้งที่มีขนาดใหญ่สมบูรณ์  ไม่ควรมีสีขาวซีด  ควรเก็บในภาชนะที่มีฝาปิดสนิทและวางไว้ในที่แห้ง

กินแล้วดี  ผู้ที่ท้องเสีย  นอนไม่หลับและหงุดหงิด

ไม่ควรกิน  ผู้ที่ท้องผูก

ตัวยาใดบรรเทาอาการวิงเวียนและปวดศีรษะ

สามารถใช้ตัวยา เช่น ดอกเก๊กฮวยและสมุนไพรเทียนหมา (rhizome gastrobiae) ในการบำรุงรักษาร่างกาย

ดอกเก๊กฮวย

     ลักษณะ  มีฤทธิ์เย็น  รสหวาน

สรรพคุณ แก้กระหายบรรเทาอาการปวดศีรษะ  ช่วยให้เจริญอาหาร ปรับระบบย่อยและการขับถ่ายในร่างกายให้ดีขึ้น  ขับลมในลำไส้บำรุงประสาท  สายตา  ตับ  และปอด

รักษาอาการ  ปวดศีรษะเนื่องจากลมหนาว  วิงเวียนศีรษะ  ผิวหนังแห้งกร้าน  และคอแห้งผาก

ปริมาณการใช้  ตัวยา 10-20 กรัมต่อวัน  และยาจีนแผนปัจจุบัน 0.5-2 กรัมต่อวัน  พิจารณาปริมารการใช้ยาตามอาการป่วยและสภาพร่างกาย

การเลือกซื้อและเก็บรักษา เลือกซื้อดอกเก๊กฮวยสดที่ตากแดดจนแห้งและมีสีสันค่อนข้างขาว  ไม่ควรซื้อดอกที่สีเหลืองคล้ำและเหี่ยวและควรเก็บไว้ในที่แห้ง

     กินแล้วดี ผู้ที่วิงเวียนศีรษะหรือปวดศีรษะ เนื่องจากลมหนาวหรือลมร้อน  ผู้ที่ดวงตาร้อนผ่าวและบวมเจ็บ  ผู้ที่น้ำตาไหลมาก

ไม่ควรกิน ผู้ที่กระเพาะอาหารอ่อนแอและมีแผลเปื่อยในกระเพาะอาหาร

สมุนไพรเทียนหมา (rhizomacastrodiae)

     ลักษณะ มีฤทธิ์เป็นกลาง รสหวาน

สรรพคุณ  บำรุงหยินและไต ยับยั้งหยาง  ทำให้เลือดลมไหลเวียนสะดวก  บรรเทาอาการตะคริว  รสอาการปวดศีรษะ

รักษาอาการ  วิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ  มือและเท้าชา  เป็นตะคริวรู้สึกชา  โรคประสาทอ่อนๆ นอนไม่หลับและปวดตามข้อ

ปริมาณการใช้  ตัวยา 10-20 กรัมต่อวัน  และยาจีนแผนปัจจุบัน 0.5-2 กรัมต่อวัน  พิจารณาปริมาณการใช้ยาตามอาการป่วยและสภาพร่างกาย

การเลือกซื้อและเก็บรักษา  สมุนไพรเทียนหมาที่ผ่านกรรมวิธีจะถูกกดทับจนแบน  รูปทรงกลมรีค่อนข้างยาว  มีรอยย่นเล็กน้อย  ปลายยอดมีลักษณะแหลมคล้าย “ปากนกแก้ว” หน่อมีสีน้ำตาลแดง  ส่วนปลายมีปุ่มกลมๆ สีออกเหลืองอ่อนหรือสีเหลืองอมน้ำตาลอ่อน  ควรเก็บในที่แห้งที่มีอากาศถ่ายเท

กินแล้วดี ผู้ที่เป็นตะคริวเนื่องจากลมบ้าหมู  และผู้ที่วิงเวียนและปวดศีรษะ

ไม่ควรกิน ผู้ที่กระเพาะอาหารอ่อนแอ  มีแผลเปื่อยในกระเพาะอาหาร  และผู้ที่ระบบย่อยอาหารไม่ดี

ตัวยาใดบรรเทาอาการขี้ลืม

สามารถใช้ตัวยาโสมและวอลนัต ในการบำรุงร่างกาย

โสม

     ลักษณะ โสมเกาหลีมีฤทธิ์อุ่น โสมจีนและโสมอเมริกามีฤทธิ์เย็น รสหวานอมขมเล็กน้อย

สรรพคุณ  บำรุงกำลัง บำรุงสมอง ช่วยให้ความจำดีขึ้น ทั้งบำรุงปอด ไต หัวใจ

ปริมาณการใช้  ตัวยา 10-20 กรัมต่อวัน  และยาจีนแผนปัจจุบัน 0.5-2 กรัมต่อวัน พิจารณาปริมาณการใช้ยาตามอาการป่วยและสภาพร่างกาย

การเลือกซื้อและเก็บรักษา  เมื่อรากโสมหรือแผ่นโสมโดนลมจะเกิดความชื้น ขึ้นรา จึงเสียง่าย จึงควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากโสมจากร้านค้าหรือตัวแทนจำหน่ายที่เชื่อถือได้ โสมที่หั่นเป็นแผ่นๆ ควรเก็บในภาชนะที่มีฝาปิดสนิท

กินแล้วดี ผู้ที่เลือดลมไม่สมบรูณ์ อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ ร่างกายอ่อนแอเป็นเวลานาน

ไม่ควรกิน  ผู้ที่ร่างกายร้อนผ่าว คอแห้งผาก และผู้ที่กระสับกระส่ายว้าวุ่นใจเป็นประจำ

วอลนัต

     ลักษณะ  มีฤทธิ์ร้อนไม่มีพิษ รสหวาน

สรรพคุณ บำรุงไต สมอง ปอด และเลือดลม บำรุงลำไส้ ช่วยให้เอวและหัวเข่าแข็งแรง ระงับอาการไอและหอบ

รักษาอาการ ไอ หอบ ปวดเอวและหัวเข่าเนื่องจากความหนาว  ปัสสาวะบ่อย ท้องผูก มีแผลเน่าเปื่อย

ปริมาณการใช้ ตัวยา 10-20 กรัมต่อวัน  และยาจีนแผนปัจจุบัน 0.5-2 กรัมต่อวัน พิจารณาปริมาณการใช้ยาตามอาการป่วยและสภาพร่างกาย

การเลือกซื้อ ควรเลือกซื้อวอลนัตที่ยังมีเปลือกอยู่ เมื่อจะกินจึงค่อยแกะเปลือก เนื่องจากวอลนัตที่กะเทาะเปลือกแล้วจะสูญเสียสารอาหารได้ง่ายมาก ต้องรีบกินให้หมด ถ้ามีกลิ่นเหม็นหืนไม่ควรกิน

กินแล้วดี  ผู้ที่นอนไม่หลับเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคประสาทอ่อนๆ และมีอาการหลงลืมง่าย

ไม่ควรกิน ผู้ที่ไอแห้ง เสมหะเหนียว และผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ

สารกาเฟอีน  แอลกอฮอล์  และผลิตภัณฑ์ยา ฯลฯ ล้วนมีผลต่อการนอนไม่หลับในวัยทองได้ทั้งสิ้น  การกินมื้อเย็นมากเกินไป  การกินของว่างยามดึก ดื่มน้ำมากๆ ก่อนนอน ก็ทำให้คุณภาพในการหลับลดลงด้วย

อาหารที่ก่อให้เกิดอาการนอนไม่หลับ

  1. เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน กาเฟอีนจะกระตุ้นระบบประสาท ทำให้การหายใจและการเต้นของหัวใจเร็วขึ้น ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น ลดปริมาณการผลิตฮอร์โมนที่ช่วยทำให้นอนไม่หลับ  ยิ่งไปกว่านั้นยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ  ทำให้ต้องตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำตอนดึก  ส่งผลให้การนอนหลับไม่เต็มอิ่ม
  2. เหล้า หากคุณเป็นคนที่นอนหลับยาก ไม่ควรดื่มเหล้าตอนกลางคืน  เพราะแม้ว่าเหล้าจะทำให้รู้สึกง่วงนอนเร็ว  แต่ก็ทำให้นอนหลับไม่สนิท  ตื่นขึ้นมาก็จะมึนศีรษะ
  3. ยา ผลข้างเคียงของยาบางชนิดอาจก่อให้เกิดปัญหานอนไม่หลับการนอนไม่หลับ เช่น ยาขยายทางเดินหายใจ ยาสเตียรอยด์ ยาลดความดันบางชนิด ยากระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง อย่างยาลดความอ้วน ฯลฯ ก่อนที่จะกินยาเหล่านี้  ควรขอคำแนะนำจากแพทย์
  4. เลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดลมในร่างกาย เช่น ถั่วต่างๆ มันเทศ หัวหอมใหญ่ พริกหยวก บร็อกโคลี มันแกว ข้าวโพด กล้วยหอม ขนมปัง ส้มโอ ฯลฯ
  5. อาหารที่มีไขมันสูงและรสเผ็ด เพราะจะทำให้แสบกระเพราะอาหาร ระบบการย่อยไม่ดี  จนอาจมีอาการท้องเสีย
  6. 3. พฤติกรรมการกินที่นอนไม่หลับ
  7. กินอาหารมื้อเย็นมากเกินไป ทำให้กระเพาะอาหารทำงานหนักและยังอาจมีอาการอึดอัด แน่นท้อง ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการนอน
  8. กินอาหารว่างตอนดึก เพาะจะทำให้การย่อยและดูดซึมไม่ดี แต่ถ้ารู้สึกหิวมากจนนอนไม่หลับ ก็อาจดื่มน้ำอุ่นๆ เล็กน้อยเพื่อบรรเทาอาการหิว
  9. ดื่มน้ำมากๆ ก่อนนอน มักทำให้ตื่นขึ้นมาเข้าห้องน้ำกลางดึก

กินอะไรจึงจะนอนหลับสบาย

นมวัว โจ๊กลูกเดือย ขนมปังโฮลวีต น้ำชากลิ่นดอกลาเวนเดอร์และน้ำชากลิ่นคาโมไมล์ล้วนช่วยให้คุณนอนหลับสบายอย่างไม่น่าเชื่อ!

อาหารที่ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น

  1. นมวัว อุดมด้วยกรดอมิโนทริปโตแฟนที่ช่วยกระตุ้นให้เซลล์ประสาทผลิตสารที่ทำให้รู้สึกง่วงนอนออกมา นอกจากนี้ยังมีแคลเซียมที่จะให้จิตใจสงบได้ ดังนั้นก่อนนอนสัก 1 ชั่วโมงควรดื่มนมวัวอุ่นๆ สักแก้วจะทำให้นอนหลับสบาย
  2. โจ๊กลูกเดือย ในบรรดาธัญพืชต่างๆ ลูกเดือยเป็นธัญพืชที่มีกรดอมิโนทริปโตแฟนมากที่สุด อีกทั้งยังมีแป้งมาก เมื่อกินแล้วจะทำให้รู้สึกอิ่มสบายท้อง จึงสามารถกระตุ้นการผลิตอินซูลินและเพิ่มปริมาณกรดอมิโนทริปโตแฟนทำให้สมองผ่อนคลาย นอนหลับได้ดีขึ้น
  3. ขนมปังโฮลวีต มีกรดอมิโนทริปโตแฟนมากมาย ซึ่งทำให้รู้สึกผ่อนคลาย  สบายตัว  คลายเส้นประสาทที่ตรึงเครียด ทำให้รู้สึกอยากนอนหลับ
  4. น้ำชากลิ่นดอกลาเวนเดอร์ ดอกลาเวนเดอร์ช่วยผ่อนคลายความเครียด  ทำให้จิตใจสงบ  ควรดื่มก่อนนอนสัก 1 ชั่วโมง
  5. น้ำชากลิ่นดอกคาโมไมล์ ดอกคาโมไมล์ช่วยทำให้จิตใจสงบและนอนหลับได้ดีขึ้น  จึงควรดื่มก่อนนอนสัก 1 ถ้วย
  6. อาหารที่มีสรรพคุณช่วยให้จิตใจสงบ เช่น น้ำชารากบัว  น้ำชาดอกลิลลี่ไส้ลำไย กีวี ครีมเมล็ดงา ซุปข้าวโพด  เป็นต้น
  7. อาหารที่อุดมด้วยวิตามินบีทั้งหลาย เช่น ผลิตภัณฑ์โฮลวีต ถั่วลิสง  ผักใบเขียว  นมวัว ตับ เนื้อวัว เนื้อหมู ไข่ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยรักษาระบบประสาทให้แข็งแรง  และขจัดความกลัดกลุ้มกระวนกระวายใจได้

กินอะไรบรรเทาอาการวิงเวียนและตาลาย

คุณสามารถกินถั่วดำ  เมล็ดข้าวดำ ผักใบเขียวเข้ม ดอกเก๊กฮวย  และใบชาให้มากๆ  ช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนและตาลายในวัยทองได้

  1. ถั่วดำ อุดมด้วยใยอาหารแคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามินบีหลายชนิด และกรดไขมันไม่อิ่มตัว ฯลฯ รักษาอาการต่างๆ เช่น วิงเวียน ตาลาย ร่างกายอ่อนแรง โลหิตจาง  เป็นต้น
  2. ผักใบเขียวเข้ม มีวิตามินบีหลายชนิด ทำให้ระบบประสาทแข็งแรง ผ่อนคลายความเครียด ขจัดความเหนื่อยล้า อีกทั้งแก้ไขปัญหาอาการวิงเวียน ปวดศีรษะในวัยทองได้ด้วย
  3. ดอกเก๊กฮวย มีกรดอมิโนและแร่ธาตุหลายชนิด แก้ร้อนในทำความสะอาดตับ บำรุงสายตา แก้อาการวิงเวียนและปวดศีรษะ ผิวหนังแห้งแตก คอแห้งผาก และปวดตาให้ดีขึ้น
  4. ใบชา มีสารกาเฟอีน วิตามินหลายชนิด ใยอาหาร โปรตีน แร่ธาตุ ฯลฯ มีสรรพคุณขับปัสสาวะ ลดอาการบวม ทำให้ตับสะอาดและบำรุงสายตา แล้วยังแก้อาการวิงเวียน ปวดศีรษะในวัยทองได้ด้วย

เครื่องดื่มโอชะ ชาสมุนไพรโอชะ

  • ชาเก๊กฮวยกับพุทราจีน ดอกเก๊กฮวยแห้ง 10 กรัม ต้มกับพุทราจีน 10-20 ลูก จะได้ความหวานตามธรรมชาติจากพุทราจีน
  • ชาเขียวใบหม่อนดอกมะลิและเก๊กฮวย ใช้ชาเขียวใบหม่อนที่แห้งแล้ว  ดอกเก๊กฮวยแห้ง ดอกมะลิแห้งปลอดสารพิษอย่างละเท่าๆกัน นำมาชงกับน้ำเดือดๆ ปิดฝาไว้ จะได้ชาที่กลมกล่อมและหอมมาก

กินอะไรทำให้วิงเวียนและปวดศีรษะ

บางครั้งอาจเป็นเพราะคนวัยทองกินอาหารที่ไปกระตุ้นให้เส้นเลือดหดตัว  เช่น เนย ชีส เนยถั่ว เนื้ออบ หรือดื่มเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์  และน้ำชา  กาแฟมากเกินไป

อาหารที่ทำให้วิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ

  1. อาหารที่มีกรดอมิโนไทโรซีนมาก เช่นนม นมเปรี้ยว เนย ชีส ฯลฯ กรดอมิโนไทโรชซีน (tyrosine amino acid) หลังจากเข้าสู่ร่างกายแล้วจะถูกเผาพลาญกลายเป็นสารเคเซน (casein) ซึ่งมีฤทธิ์ทำให้เส้นเลือดหดตัวและก่อให้เกิดอาการวิงเวียน ปวดศีรษะ
  2. อาหารที่มีเกลือไนไตรต์ เช่น ปลาตากแห้งอบ ไส้กรอกอบทรงเครื่อง เนื้ออบ เป็ดอบ ฯลฯ อาหารพวกนี้จะทำให้ความสามารถในการดักจับออกซิเจนลดลง วัยทองจึงมีอาการวิงเวียน ปวดศีรษะ
  3. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เช่น ไวน์แดง เบียร์ เหล้าขาว ฯลฯ ล้วนก่อให้เกิดอาการปวดศรีษะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไวน์แดง
  4. เครื่องดื่มที่กาเฟอีน เช่น  กาแฟ น้ำชา น้ำโคล่า ฯลฯ จะกระตุ้นระบบประสาท  ทำให้หลอดเลือดบีบรัดตัวมากเกินไป  จนเกิดอาการวิงเวียน  ปวดศีรษะ
  5. น้ำตาลเทียม เช่น แอสพาร์แทม  แซ็กคาริน  ฯลฯ  เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาล  ที่มักจะเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักหรือต้องการน้ำตาลน้อย  เช่น  น้ำอัดลมไร้น้ำตาล  หมากฝรั่งไร้น้ำตาล  ไอศกรีมน้ำตาลต่ำ ฯลฯ

สารเหล่ารี้จะกระตุ้นหรือรบกวนปลายประสาทมากเกินไป  และเพิ่มสารพิษที่ปล่อยออกมาเวลากล้ามเนื้อตึงเกร็ง  สำหรับผู้ที่แพ้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล  เพียงแค่กินปริมาณน้อยก็จะทำให้ปวดศีรษะได้

หากคุณชอบดื่มเหล้า  ชอบดื่มเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน  และชอบกินเนื้ออบหรือผลิตภัณฑ์ที่ทำจากเนยแข็งจนติดเป็นนิสัย  คงต้องระวังตัวและปรับการกินให้ดีขึ้นแล้วละ

 

 

กินอะไรจึงจะบรรเทาอาการกระหายน้ำ

คอแห้งผากเป็นหนึ่งในอาการที่พบบ่อยในช่วงวัยทองจึงควรกินถั่วเขียว  อ้อย  ฯลฯ ให้มากๆ  เพราะอาหารเหล่านี้มีฤทธิ์เย็น  บรรเทาอาการกระหายน้ำได้

วัยทองจะขาดความสมดุลของน้ำภายในร่างกาย  เมื่อน้ำในร่างกายไม่สมดุล  จึงปัสสาวะบ่อย  เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่อยากดื่มน้ำมากเพราะไม่อยากปัสสาวะบ่อยๆ นั่นเอง เมื่อร่างกายขาดน้ำ  จึงคอแห้งกระหายน้ำ

แต่โรคภัยไข้เจ็บบางอย่างก็ก่อให้เกิดอาการกระหายน้ำได้ เช่น โรคเบาหวาน  โรคไตอักเสบชนิดเรื้อรัง  ดังนั้นการกระหายน้ำบ่อยมากจริงๆ ก็ควรไปตรวจสุขภาพก่อน  หากไม่สบายจริงๆก็ต้องรีบรับการรักษา

ต่อไปนี้เป็นอาหารที่มีฤทธิ์เย็น  ควรกินเมื่อมีอาการกระหายน้ำในช่วงวัยทอง

ถั่วเขียว

     สรรพคุณ

ถั่วเขียวมีโปรตีนที่ร่างกายดูดซึมได้รวดเร็ว  ซึ่งช่วยแก้ร้อนใน  และบรรเทาอาการกระหายน้ำ  เวลาเลือกซื้อ  ควรซื้อถั่วเขียวที่มีเมล็ดสมบูรณ์วาว หลีกเลี่ยงถั่วเขียวเม็ดเล็ก  ดูแห้ง  มีแมลงขึ้น  ควรเก็บถั่วเขียวในภาชนะมีฝาปิดแน่น  แล้วนำไปแช่เย็นในตู้เย็น

ต้องระวัง

ถั่วเขียวจัดเป็นอาหารธาตุเย็น  ผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ  มีแผลในกระเพาะอาหาร  และท้องเสียห้ามกินเด็ดขาด

อ้อย

     สรรพคุณ

อ้อยเป็นอาหารประเภททั่วไป  มีรสหวานอร่อย  ช่วยดับกระหาย  ขจัดเสมหะ  และบรรเทาอาการคอบวมเจ็บ  ควรเลือกซื้ออ้อยที่ภายนอกดูแข็งและมีรากเยอะ  หรือเพื่อความสะดวกซื้อเป็นน้ำอ้อยที่คั้นเรียบร้อยแล้วก็ไดหน่ออ้อยเป็นส่วนที่อ่อนนิ่มของก้านอ้อย  มีธาตุเย็น  รสชาติหวาน และแก้กระหาย  สามารถเอามาผัดพอสุก  หรือแช่เย็นกินเล่นก็ได้

     ต้องระวัง

  1. ผู้ที่กระเพาะอาหารอ่อนแอ ท้องเสียบ่อย ไขมันในตับ โรคมะเร็งและโรคเบาหวานไม่ควรกินอ้อย
  2. เมื่ออ้อยมีเปลือกสีแดง มีกลิ่นอับเชื้อรา กลิ่นแอลกอฮอล์  หรือมีแมลงขึ้น  ห้ามกินเด็ดขาด  เพราะจะทำให้อาเจียน  เป็นตะคิว  และสลบหมดสติได้

รากบัว

     สรรพคุณ

ในรากบัวมีสารช่วยดูดซับความชุ่มชื้นให้แก่ร่างกาย  ช่วยแก้ไข้  แก้ไอ ดับพิษร้อน ชูกำลัง ลดเสมหะ  น้ำลายเหนียว  รากบัวเป็นยาเย็นที่ใช้เป็นส่วนประกอบของยาหม้อโบราณ  และนอกจะนำรากบัวมาต้มเอาน้ำมาดื่มแล้ว  ยังสามารถคั้นเอาน้ำจากรากบัว  โดยฝานแล้วปั่นหรือตำแล้วให้ละเอียด  แล้วนำไปคั้นเอาน้ำ  วิธีนี้จะมีสรรพคุณแก้ร้อนในได้ดีกว่าแบบต้มเอาน้ำ

Tips

วิธีดื่มน้ำยามกระหาย

  1. เมื่อคุณรู้สึกกระหายน้ำไม่ควรฝืนทน จะต้องชดเชยน้ำอย่างเต็มที่ด้วยการค่อยๆดื่มน้ำเปล่าอุ่นๆ สักแก้ว
  2. ค่อยๆ จิบ ไม่ควรรีบดื่มอั้กๆ จะทำให้สำลักและร่างกายไม่อาจดูดซึมน้ำได้เต็มที่
  3. ควรดื่มวันละ 6-8 แก้ว จึงจะเพียงพอต่อร่างกาย
  4. หลีกเลียงการดื่มเครื่องดื่มที่เย็นจัดและหวานเกินไป และรสชาติที่หวานจัดจะทำให้ยิ่งกระหายน้ำมากยิ่งขึ้น

กินแบบไหนทำให้กระหายน้ำ

ถ้ากระหายน้ำบ่อย  ก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภททอดน้ำมัน  อบกรอบร้อน เผ็ด และหมักดอง ฯลฯ เพราะยิ่งทำให้กระหายน้ำมากขึ้น  เรามาดูรายละเอียดกัน

อาหารที่ทำให้กระหายน้ำ

  1. อาหารประเภททอดน้ำมัน อบกรอบ และร้อนฉ่า อาหารร้อนฉ่าจะลดความชุ่ม-ชื่นและน้ำในร่างกาย  ทำให้จิตใจว้าวุ่น  กระสับกระส่ายเนื้อตัว
  2. อาหารแข็ง อาหารที่แงจะดูดซึมน้ำได้ง่ายและลดความชุ่มชื่นจึงยิ่งทำให้คอแห้งมากขึ้น เช่น ขนมปังฝรั่งเศส พายกรอบ ถั่วลิสง เกาลัด เม็ดบัว เป็นต้น
  3. เหล้า แอลกอฮอล์ทำให้หลอดเลือดขยายตัว และเร่งความเร็วของการไหลเวียนของเลือด  ทำให้ผิวหนังรู้สึกร้อนผ่าว  ส่งผลให้เกิดอาการกระหายน้ำได้  เช่น ไวน์ขาว ไวน์แดง เบียร์ เป็นต้น
  4. อาหารเผ็ดร้อน อาหารรสชาติเผ็ดร้อนจะกระตุ้นผิวหนังบริเวณริมฝีปากให้เกิดความรู้สึกร้อนผ่าวอย่างรวดเร็ว และผิวหนังขาดน้ำจึงกระหายน้ำ เช่น เครื่องเทศต่างๆ ได้แก่ ขิงสด กระเทียม ต้นหอม ผงกะหรี่ พริกไทย  เป็นต้น
  5. อาหารหมักดอง ส่วนใหญ่อาหารหมักดองมีเกลือมากเกินไปจึงทำให้คอแห้งได้ เช่น แตงกวาดอง  ผักกาดดอง เต้าเจี้ยว เป็นต้น

4  พฤติกรรมการกินที่ทำให้กระหายน้ำ

  1. ชอบกินของทอดๆ อาหารอบกรอบไม่หยุดปาก  สัปดาห์หนึ่งหลายครั้ง
  2. ติดเหล้า ชา และกาแฟ ดื่มแทบทุกวัน
  3. ชอบกินอาหารหมักดอง ทั้งผักและผลไม้ เช่น แตงกวาดอง ผักกาดดอง มะม่วงดอง ฯลฯ
  4. ชอบกินรสเผ็ดร้อนจัดจ้านเป็นนิสัย แทบทุกมื้อไม่ขาด

Tips

แก้กระหายและร้อนใน  ดื่มอะไรดี

ขอแนะนำดื่มแบบไทยๆ  คือน้ำเย็นผสมยาอุทัย  ซึ่งมีส่วนผสมของฝางซึ่งแก้กระหายน้ำ แก้ท้องร่วง บำรุงโลหิตสตรี ยังมีชะเอมเทศ และอบเชยเทศ แก้อาการคันระคายคอ บำรุงหัวใจ ขับเสมหะ อีกทั้งเกสรทั้งห้า (ดอกมะลิ ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภี เกสรบัวหลวง) มีสรรพคุณแก้ร้อนในกระหายน้ำ บำรุงหัวใจ แก้ลมวิงเวียน และถ้าจะให้หอมชื่นใจยิ่งขึ้นให้ลอยดอกมะลิปลอดยาฆ่าแมลงสัก 6-7 ดอก กลิ่นหอมๆจะช่วยให้ร่างกายเย็นไวยิ่งขึ้น

“งา” ช่วยให้หายคัน-ระคายเคืองผิวหนังได้จริงหรือ

เชื่อหรือไม่ งาช่วยให้ขับถ่ายคล่อง ป้องกันการสะสมพิษในร่างกาย อีกทั้งทำให้อาการคันยิบๆ และระคายเคืองผิวหนังในช่วงวัยทองดีขึ้นด้วย

งา

     สรรพคุณ

งาเป็นธัญพืชเม็ดเล็กที่เป็นได้ทั้งอาหารและยา มีฤทธิ์เป็นกลางงาดำมีคุณค่าทางอาหารมากกว่างาขาว มีส่วนประกอบคือไขมัน  นอกจากนี้ยังมีโปรตีน น้ำตาล ไฟ-เบอร์กลุ่มวิตามินบี วิตามินเอ แมกนีเซียม สังกะสี โพแทสเซียม สังกะสี และแรธาตุต่างๆ

งามีกรดไขมันอิ่มตัวชนิดเชิงซ้อน 45 เปอร์เซ็นต์ มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิดเชิงเดี่ยวประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ และกรดไขมันอิ่มตัว 10 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ยังมีกรดไล-โนเลอิกที่ร่างกายไม่อาจขาดได้ นี่เป็นกรดไขมันที่จำเป็นชนิดหนึ่งที่ทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนได้ตามปกติ

งายังมีสรรพคุณแก้ท้องผูก  ลดกรดในกระเพาะอาหาร บำรุงไต ไตการกินงามากๆ จึงช่วยให้การขับถ่ายเป็นปกติ ป้องกันการสะสมสารพิษในร่างกาย  รักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก แผลเปื่อยติดเชื้อ และทำให้อาการคันระคายเคืองผิวหนังดีขึ้น

เคล็ดลับการเลือกซื้อ

งาดำเหมาะแก่การนำมาปรุงยามาก  ส่วนการกินในชีวิตประจำวันสามารถกินได้ทั้งงาขาวและงาดำ  งาดำจะขมกว่างาขาว  การคั่วงาและบดงาหรือตำกินเอง จะได้ทั้งกลิ่นหอม  และสารอาหารที่ร่างกายพร้อมดูดซึมได้

ต้องระวัง

  1. ผู้ที่ร่างกายร้อนผ่าวควรกินแต่น้อย
  2. กินงามากเกินไปอาจท้องร่วงได้
  3. ให้เก็บงาในขวดแก้วปิดฝาให้สนิท วางในที่เย็น หลีกเลี่ยงอุณหภูมิสูงและแสงแดด

ผิวแห้งกินอะไรดีที่สุด

คำตอบคือสาลี่หรือลูกแพร์นั่นเอง! ในลูกแพร์มีน้ำมากมายและสารอาหารที่ครบถ้วน เป็นอาวุธลับในการปกป้องผิวหนังและทำให้ผิวหนังชุ่มชื่น

สาลี่

     สรรพคุณ

สาลี่หรือลูกแพร์ (Chinese pear)  ฉ่ำน้ำมาก  รวมทั้งมีโปรตีน ไขมัน  คาร์โบไฮเดรต วิตามินบี1 และบี2  กรดนิโคตินิก กรดมะนาว กรดแอปเปิ้ล  น้ำตาลฟรักโทส วิตามินซี ซูโครส กลูโคส และไฟเบอร์ ฯลฯ ช่วยให้ผิวหนังชุ่มชื่นไฟเบอร์ที่มีอยู่ในสาลี่เป็นชนิดที่ไม่ละลายได้ ซึ่งจะก่อตัวเป็นเยื่อบางๆ ในลำไส้  รวมกับสารพิษในร่างกายแล้วขับออกมานอกร่างกาย วิตามินซีในสาลี่ยังต้านอนุมูลอิสระ ผลไม้ชนิดนี้จึงช่วยปกป้องผิวหนังและทำให้ผิวหนังชุ่มชื่นได้ดีทีเดียว

เคล็ดลับการเลือกซื้อ

  1. ควรซื้อสาลี่ตามฤดูกาล (ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงกรกฎาคม และกันยาถึงตุลาคม) เพราะมีรสชาติดี น้ำหนักพอดี สียิ่งเหลืองยิ่งหวาน มีกลิ่นหอมอ่อนๆ
  2. หลังจากซื้อมาแล้วควรวางไว้ที่ที่อากาศเย็น หรือไม่ก็เอากระดาษหนังสือพิมพ์ห่อแล้วเก็บไว้ในช่องแช่ผักผลไม้ในตู้เย็น

Tips

หากสาลี่สุกช้า คุณเองก็บ่มได้ โดยใส่แอปเปิ้ลลงไปในถุงเดียวกับสาลี่ด้วย

เมนูโอชะ สาลี่ตุ๋น

ส่วนผสม

สาลี่ขนาดกลาง 2 ผล ลูกเดือยสุก 4-5 กรัม น้ำตาลกรวด 1-2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  1. ปลอกเปลือกสาลี่ออกทั้งผล ตัดจุกสาลี่ออก ทำคล้ายฝาปิด คว้านเมล็ดตรงกลางทิ้ง (ไม่ให้ทะลุ) ใส่ลูกเดือย และนำตาลกรวดลงไปตรงกลางลูกสาลี่
  2. หม้อใส่น้ำให้ท่วมลูกสาลี่นำไปตุ๋นนานประมาณ 1-2 ชั่วโมง หรือจนเนื้อสาลี่สุกให้ใส่ทั้งลูก เสร็จแล้วยกเสิร์ฟขณะอุ่นๆ กินคลายหนาวได้ดี

กินแบบไหนทำให้ผิวแห้งแตก ระคายเคือง

สำหรับผิวแห้งแตก คัน ระคายเคือง น้ำคือยาวิเศษ ควรดื่มน้ำมากๆ เลียงเครื่องดื่มที่แอลกอฮอล์และอาหารรสจัด

อาหารที่ทำให้ผิวแห้งแตกระคายเคือง

  1. ไข่ไก่ดิบ การกินไข่ดิบทำให้เราได้คุณค่าจากไข่น้อยกว่าไข่สุกต้องครึ่งหนึ่ง ทั้งยังมีความลื่นสูงมาก ทำให้ผ่านลำไส้เล็กไปรวดเร็วจนไม่อาจดูดซึมได้ทัน และเมือกของไขขวายังไปขัดขวางการทำงานของน้ำย่อยในกระเพาะอาหารอีกด้วย ในไข่ดิบยังมีโปรตีนชื่ออะวิดิน ซึ่งหากบริโภคไปนานๆ จะทำให้เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ปวดกล้ามเนื้อ ผิวหนังอักเสบแห้งแตก และในขั้นรุนแรงยังอาจอันตรายต่อระบบประสาท  เพราะฉะนั้น  ควรกินไข่สุกจะดีกว่า
  2. ธัญพืช+ผักสดที่มีกรดออกซาลิก ธัญพืชส่วนใหญ่อุดมไปด้วยไฟเบอร์และกรดไฟติก (phytic acid) หากกินร่วมกับผักโขม หัวหอม ซึ่งมีกรดออกซาลิกสูง จะทำให้อัตราการรวมกับแร่ธาตุต่างๆ อย่างแคลเซียม แมกนีเซียม ฯลฯ เพิ่มมากขึ้น ทำให้การดูดซึมแร่ธาตุในร่างกายไม่สมดุล หากเป็นแบบนี้นานๆ ผิวจะแห้งและมีอาการคันร่วมด้วย
  3. พฤติกรรมการกินที่ทำให้ผิวแห้งแตก ระคายเคือง
  4. วันหนึ่งๆ ดื่มน้ำไม่ถึง 1,000 ซีซี การงานยุ่งจนลืมดื่มน้ำหรือไม่ขอบความจืดชืดของน้ำเปล่า ควรปรับนิสัย
  5. ติดเหล้า ดื่มจัด การดื่มเหล้าหนักๆ เป็นเวลานานทำให้เป็นโรคตับ เนื่องจากแอลกอฮอล์จะผลิตสารแอซิดีไฮด์ (acetaldehyde) ในตับ ทำให้การขจัดพิษตามหน้าที่ของตับลดลง  สารพิษก็จะขับออกมาตามผิวหนัง  ทำให้ผิวระคายเคืองได้
  6. ชอบกินอาหารรสจัด เช่น ช็อกโกแลตที่รสหวานจัด อาหารทอดน้ำมันอย่างไก่ทอด กุ้งทอด ถั่วลิสงทอด เครื่องเทศอย่างพริก พริกไท ผงกะหรี่ซึ่งล้วนทำให้เกิดสิวอักเสบ ผิวแห้งกร้านได้ค่อนข้างง่าย ดังนั้นควรแตะต้องอาหารพวกนี้ให้น้อยๆ

กินอะไรแก้อาการเกี่ยวกับลำไส้และกระเพาะอาหาร

ปัญหาลำไส้และกระเพาะอาหารไม่สบายในช่วงวัยทอง  สามารถบรรเทาให้ดีขึ้นได้ด้วยการรับประทานขิงสด  ผลซานจา  และเห็ดหัวลิงในปริมาณที่เหมาะสม

ขิงสด

      สรรพคุณ

ขิงสดมีสารจิงเจอรอล (gingerol) และสารซิงจิเบอรอล (zingiberol) มีฤทธิ์อุ่นและเผ็ด  มีสรรพคุณช่วยย่อย  ขับเหงื่อ  แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ  เพิ่มความเจริญอาหาร  แก้เมารถเมาเรือ  ท้องเสีย  กระตุ้นการหมุนเวียนเลือดทำให้กระเพะอาหารแข็งแรง  ปรับลำไส้และกระเพาะอาหารให้ดีขึ้น  รวมทั้งขจัดไขมัน

เคล็ดลับการเลือกซื้อ

      ขิงอ่อน   เวลาเลือกซื้อ  ควรเลือกขิงที่มีผิวก้านนิ่มบาง  สีอ่อน  มีน้ำมากแต่รสเผ็ดน้อยเป็นหลัก  ส่วนขิงแก่เป็นขิงที่โตเต็มที่แล้ว  เนื้อขิงบริเวณก้านจะผอมแห้ง  เปลือกนอกหนาและหยาบ  มีไฟเบอร์มาก  มีน้ำน้อยแต่รสเผ็ดร้อน  เลือกซื้อขิงแก่ที่อวบสมบรูณ์  ไม่มีรอยย่น  ไม่แห้งเหี่ยว  และไม่เน่า

ไม่ควรเก็บขิงไว้ในช่องแช่แข็งเย็นของตู้เย็นเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้น้ำสูญสลายไป  ควรเก็บไว้ในที่ที่อากาศถ่ายเท  ส่วนขิงที่หั่นแล้ว  จะต้องใช้แผ่นพลาสติกห่ออาหารห่อให้เรียบร้อย  แล้วค่อยแช่เย็น  และพยายามใช้ให้หมดภายในหนึ่งสัปดาห์

ต้องระวัง

  1. ไม่ควรกินในปริมาณมาก
  2. ผู้ที่เป็นโรคริดสีดวงทวารและแผลเปื่อยชนิดที่มีเลือดออก ไม่ควรกิน
  3. ผู้ที่มีอาการร้อนใน เจ็บคอ  เหงื่อออกมากตอนกลางคืน  ไม่ควรกิน

ลูกซานจา

      สรรพคุณ

ลูกซานจามีวิตามินเอ  กลุ่มวิตามินบี  วิตามินซี  รวมทั้งกรดมะนาวและกรดแอปเปิ้ล  ช่วยย่อย  ต้านเชื้อแบคทีเรีย  ยังช่วยลดความดันโลหิต  ลดความอ้วน  ลดจากการสะสมของไขมัน

ในปัจจุบันนี้  ลูกซานจาที่กินกันมีทั้งแบบหั่นเป็นแผ่นที่ตากแห้งทับจนแบนแล้วไปตากแห้งอีกที  ขนมอบซานจา  ซานจาแผ่น  เวลาเลือกซื้อซานจาตากแห้ง  จะต้องระวังว่าถูกแต่งสีหรือไม่  หากสีแดงเกินไปก็ไม่ควรซื้อกิน

ต้องระวัง

กินในปริมาณที่เหมาะสมเพื่อไม่กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้และกระเพาะอาหารเร็วเกินไป

เห็ดหัวลิง

      สรรพคุณ

เห็ดหัวลิง  (mokeyhead  ส่วนชื่อเป็นทางการในไทย  ตั้งโดยสมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทย  คือ  “เห็ดภู่มาลา  60”)  อุดมไปด้วยโปรตีน  มีกรดอะมิโน  7  ชนิดที่จำเป็นต่อร่างกาย  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  มีกรดกลูตามิกสูงมาก  ซึ่งช่วยย่อย  บรรเทาอาการแผลเปื่อยในกระเพาะอาหาร  เป็นต้น

เห็ดหัวลิงจะสดอยู่ได้นาน  ต้องนำไปแช่เย็นหรือแช่แข็ง  จะอยู่ได้นานสองสัปดาห์  ไม่เหมาะที่จะกินดิบๆ  เพราะมีรสหวานอมขม  ควรนำมาประกอบอาหาร  วิธีการปรุงที่ดีที่สุดคือการนำมาต้มเป็นน้ำแกง  ก็จะได้กินเห็ดรสหวานอร่อย

ต้องระวัง

ถ้ากินดิบๆ  แม้จะไม่ส่งผลเสียต่อร่างกาย  แต่จะทำให้รู้สึกคลื่นเหียนอาเจียนได้

เมนูโอชะ  ผัดขิงกรอบ

      ส่วนผสม

เนื้อไก่หั่นชิ้นสี่เหลี่ยม ½ ถ้วย  ตับหมูหั่นชิ้นสี่เหลี่ยมลวกพอสุก ¼ ถ้วย  ใบมะกรูดฉีก 5-6 ใบ  แป้งทอดกรอบ ½ ถ้วย  ขิงอ่อนซอย ½ ถ้วย  ตะไคร้ซอย ¼ ถ้วย  ใบกระเพรา ¼ ถ้วย  ใบมะกรูดฉีก 5-6 ใบ  พริกขี้หนูแห้ง 5-6 เม็ด  เมล็ดมะม่วงหิมพานต์ทอด ½ ถ้วย  น้ำมันสำหรับทอด ¾ -1 ถ้วย  น้ำตาลปี๊บ ½ ถ้วย  น้ำมันพืช 1½ ช้อนโต๊ะ  น้ำปลา 1½ ช้อนโต๊ะ  พริกไทยป่น เกลือป่น

วิธีทำ

  1. นำเนื้อไก่ ตับหมูคลุกเกลือป่น  พริกไทยป่น  แล้วคลุกแป้ง  นำไปทอดให้เหลืองกรอบพักไว้
  2. นำขิงอ่อน ตะไคร้  ใบมะกรูด  ใบกระเพรา  พริกขี้หนูแห้งทอดจนกรอบพักไว้
  3. ตั้งกระทะใส่น้ำมัน น้ำตาลปี๊บ  ผัดให้หอม  จนเป็นสีเหลืองอ่อนๆ
  4. ใส่น้ำปลาแล้วคนให้เข้ากัน
  5. นำส่วนผสมข้อ 1 และ 2 ที่เตรียมไว้ลงผัด ใส่เมล็ดมะม่วงหิมพานต์คลุกเคล้าให้ทั่ว  จัดเสิร์ฟ

มันเทศช่วยย่อยจริงหรือ

มันเทศเป็นพืชที่ช่วยขับพิษที่กำลังเป็นที่นิยม  มีราคาถูก  หาง่าย  อร่อย  แล้วที่ยิ่งสำคัญไปกว่านั้นคือหากกินเป็นประจำ  ยังช่วยให้ลำไส้บีบตัวตามปกติและช่วยในการขับถ่าย

มันเทศ

สรรพคุณ

มันเทศมีฤทธิ์เย็น  รสหวาน  ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต  โพแทสเซียม  วิตามินซี  วิตามินอี  ไฟเบอร์และแคโรทีน  แก้ท้องผูก  ช่วยย่อยแก้กระหาย  ไฟเบอร์ในมันเทศช่วยในกานขับถ่าย  คาร์โบไฮเดรตช่วยเสริมพลังงานของตับและไต  รวมทั้งให้กระปรี้กระเปร่า  ใบของมันเทศมีไฟเบอร์สูง  กินเป็นยารักษาลำไส้ได้หรือใช้ภายนอกแก้แผลไฟไหม้
และฝีหนอง

นอกจากนี้มันเทศยังช่วยปรับสภาพเลือด  บำรุงร่างกาย  ป้องกันต้อกระจก  ตาบอดกลางคืน  ต้านโรคหัวใจ  และมะเร็ง

      เคล็ดลับการเลือกซื้อ

  1. เลือกที่เปลือกสะอาด ไม่มีดิน  และจุดๆด่างๆ
  2. มีหลายพันธุ์ทั้งเปลือกสีขาว เหลือง  แดง  และม่วง  ซึ่งมีระดับความหวานและรสหวานแตกต่างกันไป  เลือกบริโภคตามความชอบโดยทั่วไปแล้ว  เนื้อมันเทศที่มีสีแดงอมส้มจะมีระดับความหวานค่อนข้างสูง
  3. เปลือกมันเทศอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ สามารถนึ่งกินทั้งเปลือกได้  อร่อยดี

ต้องระวัง

  1. ห้ามปรุงร่วมกับไข่ไก่ เพราะจะทำให้ปวดท้อง
  2. สตรีใกล้คลอดไม่ควรกิน
  3. ผู้ที่ท้องอืด ท้องเฟ้อ  เป็นมาลาเรีย  บิด  ไม่ควรกิน

เมนูโอชะ  ข้าวอบมันเทศแบบญี่ปุ่น

ส่วนผสม

มันเทศหั่นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า  ขนาด 1 ซม.  ปริมาณตามชอบ  ข้าวสารสาเก ½  ช้อนโต๊ะ  มิลิน (เหล้าหวาน) 1 ช้อนโต๊ะ  ซอสโชวหยุนิดนิดหน่อย

วิธีทำ

  1. ตวงข้าว หุงตามปกติ  แต่ใส่น้ำน้อยกว่าปกตินิดหนึ่ง
  2. เติมสาเก มิริน  ซอสโชวหยุ  แล้วใส่มันเทศลงไป
  3. กดปุ่มหุงข้าวตามปกติ เป็นการเพิ่มคุณค่าอาหาร  และเพิ่มรสหวานของข้าวให้อร่อยยิ่งขึ้น

กินแบบไหนไม่ดีต่อกระเพาะอาหารและลำไส้

ผู้ที่ลำไส้และกระเพาะอาหารไม่ดีอยู่แล้ว  ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทปิ้ง ย่าง เผ็ดจัดจ้าน ข้าวเหนียว อาหารที่มีไฟเบอร์หยาบเกินไป ฯลฯ

  1. ของเผ็ดร้อน เช่น  ขิง  ต้นหอม  กระเทียม  พริกไทย  พริกต่างๆ ฯลฯ  เพราะจะกระตุ้นลำไส้และกระเพาะอาหาร  ทำให้รู้สึกไม่สบาย  อาจรุนแรงถึงขั้นเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้
  2. ของปิ้ง ย่าง  และทอด  เช่น  มันฝรั่งทอด  หนังไก่กรอบ  ไก่ย่าง  กากหมู  ฯลฯ  เป็นอาหารที่มีน้ำมันสูง  เมื่อบวกกับมีการใส่เกลือเพิ่มรสชาติจึงไม่ดีต่อลำไส้และกระเพาะอาหาร  และยิ่งทำให้ย่อยยาก
  3. ข้าวเหนียวและอาหารที่ทำจากข้าวเหนียว เช่น  ข้าวเหนียวหุงสุก  ข้าวเหนียวมูน  บ๊ะจ่าง  ข้าวต้มมัด  ขนมที่ทำจากแป้งข้าวเจ้า  ฯลฯ  ข้าวเหนียวนั้นย่อยยาก  หากกินมากจะทำให้ลำไส้และกระเพาะอาหารทำงานหนัก
  4. ขนมขบเคี้ยวเช่น ขนมอบกรอบซองๆ สแน็กต่างๆ เนื่องจากมีน้ำมัน น้ำตาล ผงชูรส และเกลือมาก หากกินมากเกินไปจะเป็นภาระของลำไส้และกระเพาะอาหาร
  5. ของเย็นๆ เช่นขนมหวานใส่น้ำแข็งต่างๆ ไอศกรีม แตงโม สลัดผักสด เนื่องจากอาหารที่เย็นจะทำให้ลำไส้และกระเพาะหดตัว ผู้ที่ลำไส้และกระเพาะไม่ดีไม่ควรกิน
  6. อาหารที่มีส่วนผสมของกาเฟอีน เช่น กาแฟ ชาแก่ น้ำโคล่า ช็อกโกแลต ฯลฯ เนื่องจากกาเฟอีนจะกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้และกระเพาะอาหาร กระตุ้นการขับกรดเกลือในน้ำย่อยอีกด้วย
  7. อาหารที่มีไฟเบอร์หยาบเกินไป เช่น สัปปะรด ก้านใบของผัก ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมื้อ ฯลฯ เพราะไฟเบอร์ที่หยาบเกินไปจะทำร้ายลำไส้และกระเพาะอาหาร

กินอะไรทำให้หัวใจเต้นเร็วและร้อนวูบวาบ

เมื่อเกิดอาการหัวใจเต้นเร็ว แรง ไม่เป็นจังหวะ และร้อนวูบวาบตามตัว วัยทอง จะกระวนกระวายไม่สบายไปทั่วตัว เมื่อถึงตอนนั้น ควรหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มร้อนที่มีกาเฟอีน งดสูบบุหรี่ งดดื่มเหล้า รวมทั้งอาหารเผ็ดจัด

อาหารที่ทำให้หัวใจเต้นแรงและร้อนวูบวาบ

  1. เครื่องดื่มที่ร้อนมีกาเฟอีน เมื่ออุณหภูมิในร่างกายไม่คงที่ หากดื่มเครื่องดื่มร้อน จะทำให้ร่างกายยิ่งรู้สึกไม่สบาย แล้วสารกาเฟอีนยังทำให้รูขุมขนขยาย เส้นเลือดขยายเร็วขึ้น ส่งผลให้เกิดความร้อนบริเวณผิวหนัง กระตุ้นให้เหงื่อออก  ตัวอย่างเครื่องดื่มประเภทนี้ เช่นชาร้อน กาแฟร้อน
  2. เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ แอลกอฮอล์จะทำให้หลอดเลือดขยาย หัวใจเต้นเร็วขึ้น นอกจากนี้เลือดจะไหลเวียนเร็วขึ้นทำให้ผิวหนังร้อนผ่าว เหงื่อออก ทำให้รู้สึกไม่สบายตัว ตัวอย่างเครื่องดื่มประเภทนี้ เช่น เหล้าขาว ไวท์แดง วิสกี้ บรั่นดี เบียร์ สาเก ฯลฯ
  3. อาหารเผ็ดร้อนการกินอาหารเผ็ดร้อน รสจัดจ้านด้วยเครื่องเทศมากๆ จะกระตุ้นการย่อย ทำให้เลือดหมุนเวียนเร็วขึ้น จนถึงขั้นทำให้หัวใจเต้นเร็วแรง ไม่เป็นจังหวะ และเนื้อตัวร้อนผ่าว เหงื่อออก ตัวอย่างอาหาร เช่น อาหารที่ประกอบด้วยพริก ขิงสด กระเทียม ต้นหอม ผงกะหรี่ พริกไทย ฯลฯ
  4. อาหารผ่านกรรมวิธี อาหารที่แปรรูปโดยผ่านกรรมวิธีสารเสริมแต่งหลายชนิด เช่น สารกันบูด สารฟอกขาว สารแต่งสี ฯลฯ ถึงแม้ว่าจะเป็นสารเสริมแต่งที่ถูกต้องตามกฎหมายแต่หากกินในปริมาณมากเป็นเวลานาน ก็ยังส่งผลกระทบทำให้หัวใจของคนวัยทองยิ่งเต้นเร็ว แรง ได้ง่ายมากขึ้น

ตัวอย่างอาหารประเภทนี้ เช่น กุนเชียง ซีอิ๊ว ผงชูรส ผักดอง ผงปรุงสำเร็จ อาหารกระป๋อง โปรตีนกระเกษตร เส้นหมี่ แป้งข้าวเจ้า ผลิตภัณฑ์ อาหารที่ทำจากเนย ฯลฯ

3 พฤติกรรมการกินที่กระตุ้นหัวใจเต้นผิดจังหวะ

  1. สูบบุหรี่จัด ดื่มเหล้าจัด การสูบบุหรี่วันละหนึ่งซองขึ้นไป และชอบดื่มเหล้าไม่รู้จักควบคุมนิโคติน และแอลกอฮล์จะทำให้ปวดศีรษะและเลือดไหลเวียนแรงขึ้น
  2. ดื่มเครื่องดื่มร้อนวันละมากกว่าหนึ่งแก้ว เครื่องดื่มร้อนจะทำให้ระดับความเร็วในการไหลเวียนเลือดเร็วขึ้นแล้วหากดื่มเป็นประจำ จะทำให้หลอดเลือดขยายตัวเร็วขึ้น ส่งผลให้อาการหัวใจเต้นเร็ว แรง ไม่เป็นจังหวะ และร้อนวูบวาบรุนแรงขึ้น
  3. กินอาหารผ่านกรรมวิธีมากเกินไป การชินกับการกินอาหารที่ผ่านกรรมวิธีจนรับสารเสริมแต่งสี กลิ่น รส เข้าไปมากโดยไม่รู้ตัว สารจะสะสมในร่างกายจนส่งผลให้หัวใจเต้นแรง

กินอะไรบรรเทาอาการหัวใจเต้นเร็วและร้อนวูบวาบ

วัยทองต้อนหมั่นกินสตรอเบอรี่ ดอกไม้จีน และรากบัว ซึ่งล้วนเป็นอาหารที่ทั้งอร่อยและมีประโยชน์ และบรรเทาอาการหัวใจเต้นเร็ว แรง และร้อนวูบวาบ

สตรอเบอรี่

     สรรพคุณ 

สตรอเบอรี่อุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเอ ไฟเบอร์ มีคุณประโยชน์ต่อระบบเลือดและหัวใจ  และเชื่อว่าต้านมะเร็งได้  ลูกสีแดงสดอุดมไปด้วยซูเปอร์ไฟเบอร์เพกติน ซึ่งช่วยลกปริมาณคอเลสเตอรอลได้ระดับหนึ่ง หากกินเป็นประจำจะมีประโยชน์ในการบรรเทาโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจได้

เคล็ดลับการเลือกซื้อ

ช่วงที่สตรอเบอรี่ออกชุกคือช่วงปลายเดือนมกราคมจนถึงกลางเดือนมีนาคม  ควรเลือกซื้อในช่วงนี้ดีที่สุด หลีกเลี่ยงการซื้อสตรอเบอรี่ที่ฉีดยาฆ่าแมลง หากต้องการกินแบบสดๆ ทันที ควรเลือกซื้อสตรอเบอรี่ที่มีสีแดงและสุกเต็มที่ แล้วถ้าต้องการเก็บไว้ 1-2 วัน ก็ควรเลือกซื้อสตรอเบอรี่ที่สุกเพียง 80 เปอร์เซ็น

ต้องระวัง

  1. ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ต้องกินสตรอเบอรี่อย่างระมัดระวัง ไม่เช่นนั้นจะไปกระตุ้นอาการได้ อาการที่ปรากฏ เช่น ลำไส้และกระเพาะอาหารไม่ดี ติดเชื้อซ้ำแล้วซ้ำเล่า ปัสสาวะรดที่นอน หอบ โพรงข้างอักเสบ มีผื่นแดง มีตุ่มขึ้นผิวหนัง ข้อต่อกระดูกอักเสบ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ กระวนกระวายใจ และนอนไม่หลับ ฯลฯ
  2. สตรอเบอรี่เป็นผลไม้ที่มีสารฆ่าแมลงตกค้างเป็นอันดับหนึ่ง ควรเลือกซื้อสตอเบอรี่อินทรีย์ (organic) เพื่อเลี่ยงยาฆ่าแมลงที่มีพิษ เพราะถ้าตกค้างในร่างกายก็จะทำให้ประสิทธิภาพการกำจัดพิษของตับลดลงส่งผลต่อการทำงานของประสาทได้
  3. สตรอเบอรี่มีเกลือของกรดออกซาลิก ผู้ที่เป็นโรคทางไตและถุงน้ำดีไม่เหมาะที่จะกิน เพื่อหลีกเลี่ยงการสะสมของเกลือของกรดคาร์บอนิก
  4. เกลือของกรดออกซาลิกส่งผลกระทบต่อการดูดซึมแคลเซียมจึงไม่ควรกินร่วมกับอาหารที่มีแคลเซียมสูง จะต้องรอ 2-3 ชั่วโมงแล้วค่อยกินยาเม็ดแคลเซียม

ดอกไม้จีน

     สรรพคุณ

ดอกไม้จีนหรือดอกผักจำฉ่ายเป็นพืชตระกูลเดียวกับลิลลี่ มีวิตามินเอ วิตามินบี1 บี2 วิตามินซี กรดนิโคตินิก และแคลเซียม มีฤทธิ์เย็นมีสรรพคุณดับร้อน  บำรุงเลือดให้เย็นขึ้น และค่อยๆ ทุเลาอาการร้อนวูบวาบมีแคลอรี่ต่ำเหมาะกับผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก

ดอกไม้จีนที่กินได้นำมาจากส่วนของดอกตูม ดอกไม้จีนที่มีขายอยู่ทั่วไปตามท้องตลาดล้วนผ่านการนึ่งก่อนแล้วตากแดด ควรเลือกซื้อดอกไม้จีนที่มีสีน้ำตาลตามธรรมชาติ

ต้องระวัง

ดอกไม้จีนมีสารประกอบที่มีสารพิษอยู่ จึงไม่ควรกินแบบดิบๆ หากกินดิบมากเกินไป อาจทำให้อาเจียนและท้องเสียได้ ดอกไม้จีนปรุงอาหารได้หลายชนิดทั้งคาวหวาน และเข้ากันได้ดีกับหมู ปอดหมู ถั่วแดง น้ำผึ้ง

รากบัว

     สรรพคุณ

รากบัวมีวิตามินซี วิตามินบี1 บี2 โปรตีน  กรดอะมิโน  น้ำตาล  และไฟเบอร์หยาบมีฤทธิ์เย็น  ช่วยทำให้เลือดเย็นขึ้น  และแก้ร้อนใน  รากบัวที่ดีต้องมีสีขาว  อวบ  ใหญ่  กินได้ทั้งดิบและสุก  กินเป็นยาก็ได้  กินเป็นอาหารก็ดี  บำรุงม้าม  เลือด  ไต  และหัวใจ

ต้องระวัง

รากบัวเป็นอาหารธาตุเย็น  ผู้ที่ร่างกายมีลักษณะเย็นอยู่แล้ว  มีแผลเปื่อยอยู่ในกระเพาะอาหาร  ท้องเสีย  และกำลังกายไม่ดีไม่ควรกิน

เครื่องดื่มโอชะ  สตรอเบอรี่โยเกิร์ตสมูที

ส่วนผสม

สตรอเบอรี่สด 40 กรัม  (ใช้สรตอเบอรี่แช่แข็งแทนได้)  โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย  น้ำเชื่อม 30 กรัม  (หากสตรอเบอรี่เปรี้ยวก็เพิ่มหวานตามใจชอบ) น้ำแข็งบด 50 กรัม

วิธีทำ

นำสตรอเบอรี่  โยเกิร์ต  และน้ำเชื่อมใส่รวมลงในเครื่องปั่นน้ำผลไม้  เติมน้ำแข็งบด  ปั่นให้เข้ากัน  เทใส่แก้วแล้วก็ตกแต่งให้สวยงามตามชอบควรดื่มทันทีเพื่อคงคุณค่าอาหาร

อายุ  35 ขึ้นไป  ควรปรับเปลี่ยนวิธีการกินจริงหรือ

ปรับนิสัยการกินของคุณให้เหมาะสมตั้งแต่เนิ่นๆ โดยกินอาหารหลัก 5 หมู่ทั้ง 6 ประเภทอย่างสมดุล  และเวลาปรุงอาหารใช้เกลือ  น้ำมัน  และน้ำตาลน้อยๆ ก็เป็นหนทางเสี่ยงโรคร้ายและกลุ่มอาการต่างๆ ในวัยทองได้

กินอาหารหลัก 5 หมู่  6  ประเภทอย่างสมดุล

  • คาร์โบไฮเดรต กินข้าวและแป้งหมี่ให้น้อย  แล้วกินธัญพืชที่อุดมไปด้วยวิตามินบีทั้งหลาย  และไฟเบอร์  รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่ทำจากธัญพืชให้มากๆ แทน  เช่น  ข้าวกล้อง  ข้าวกล้องงอก  ข้าวสีนิล  ข้าวเหนียวดำ  ข้าวสาลีบักวีต  ข้าวโอ๊ต  ขนมปังโฮลวีต  ขนมปังธัญพืช  และเส้นหมี่ข้าวกล้อง  ฯลฯ  เพราะอาหารเหล่านี้ช่วยกระตุ้นการถ่ายทอดทางประสาทและกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ให้เป็นปกติ
  • โปรตีน มีอยู่ในเนื้อสัตว์และอาหารที่ทำจากถั่วเหลือง  กินเนื้อแดงและเนื้อติดมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวแต่น้อย  แล้วหันมากินเนื้อปลาที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวให้มากๆ เพื่อลดการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ  นอกจากนี้ยังกินถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเหลืองที่มีโปรตีนคุณภาพดี  และอุดมไปด้วยเอสโทรเจนจากธรรมชาติให้มากๆ  จะช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ในช่วงวัยทองได้
  • วิตามินและแร่ธาตุจากผลไม้ กินผลไม้ที่ให้ปริมาณน้ำมากและไฟเบอร์สูงมากๆ เช่น  แอปเปิ้ล  สาลี่  แก้วมังกร  แตงโม  แตงไทย  ฯลฯ  จะช่วยบรรเทาอาการร้อนวูบวาบตามตัว  คอแห้ง  และท้องผูก  แต่ควรกินผลไม้ที่มีความหวานสูงและร้อนในง่ายแต่น้อย  เช่น  ลิ้นจี่  ลำไย  ลูกพลัม  ฯลฯ
  • วิตามินและแร่ธาตุจากผักสด กินผักใบเขียว  ผักก้าน  เห็ด  ถั่ว  ให้มากๆ จะทำให้ร่างกายได้รับแร่ธาตุและวิตามินมากมาย  ซึ่งช่วยทำให้อาการปวดศีรษะและท้องผูกดีขึ้น  แต่ควรกินอาหารเผ็ดร้อนที่ประกอบด้วยพริก  ขิงสด  หัวหอมใหญ่  และกระเทียม  ฯลฯ  แต่น้อย  เพื่อไม่ให้ร่างกายร้อนวูบวาบ
  • แคลเซียมจากนม ดื่มนมที่มีไขมันต่ำหรือนมพร่องไขมันให้มากๆ แต่ดื่มนมมีไขมันหรือกินเนยจากไขมันสัตว์แต่น้อย  แต่ลดระดับคอเลสเตอรอล  และลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ
  • ไขมัน กินน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว  เช่น  น้ำมันสมอ  น้ำมันมะกอก  ฯลฯ  และกินกรดไขมันอิ่มตัวแต่น้อย  เช่น  น้ำมันหมู  น้ำมันไก่  และเนยจากไขมันสัตว์ ฯลฯ  เพื่อลดอัตราการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ

หลักการปรุงอาหาร

ยึดหลัก  “เกลือน้อย  น้ำมันน้อย  และน้ำตาลน้อย”  เป็นสำคัญหมายถึงการค่อยๆ ลดปริมาณน้อยลงทีละนิด  เช่น  เดิมที่ใช้เกลือ 2 ช้อนชา  ก็เปลี่ยนเป็นเกลือ 1 ช้อนชา  วัตถุดิบปรุงรสก็ควรใช้เครื่องปรุงรสที่ได้จากการกลั่นตามธรรมชาติ  น้ำส้มสายชูที่กลั่นธรรมชาติ  ซีอิ๊วที่กลั่นธรรมชาติ  เครื่องเทศธรรมชาติ  รวมทั้งผักผลไม้ที่รสเปรี้ยวอย่างมะนาว  มะดัน  และสับปะรด  ก็นำมาใช้ปรุงรสได้

อาหารต้านอาการวัยทอง

  • เห็ด

เห็ดที่มักใช้กินเป็นผักสดมีมากมาย  เช่น  เห็ดฟาง  เห็ดหอม  เห็ดนางลมหลวง  เห็ดบราซิล  เห็ดหัวลิง  เห็ดเข็มทอง  เห็ดหูหนู  เห็ดหูหนูขาว  เห็ดหลินจือ  เห็ดนางฟ้า  เป็นต้น  ส่วนเห็ดที่ใช้เป็นผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพมีเห็ดหลินจือ  เห็ดฝูหลิง  ถั่งเช่า ฯลฯ

เห็ดต่างๆ  อุดมไปด้วยโปรตีน  ซึ่งเป็นโปรตีนที่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิดที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันโรคได้  ส่วนไฟเบอร์ในเห็ดป้องกันอาการท้องผูก  นอกจากนี้วิตามินและแร่ธาตุที่มีอยู่มากมายนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการเผ่าผลาญเซลล์ในร่างกายและรักษาการทำงานของกลุ่มเซลล์ต่างๆให้เป็นปกติ

เห็ดอุดมไปด้วยสารเคมีพืช  ซึ่งไม่เพียงจะให้รสอร่อยเป็นพิเศษขณะเดียวกันยังมีสรรพคุณลดไขมันในเลือด  ลดความดันโลหิต  ลดน้ำตาลในเลือด  เพิ่มความสามารถในการดักจับออกซิเจนของเลือด  กระตุ้นการหมุนเวียนเลือด  เสริมเซลล์ให้รวมตัวเป็น  DNA  และ  RNA

  • พืชผักประเภทหน่อ

พืชผักประเภทหน่อจะต้องผ่านการแช่น้ำและการเร่งให้แตกหน่อ เป็นต้น จึงจะแตกหน่ออ่อนออกมาได้ พืชผักประเภทหน่อมีธัญพืช (เช่น ข้าวสาลี ข้าวไรน์ ข้าวบาร์เลย์ ข้าวสาลีบักวีต) ถั่ว (เช่น ถั่วลันตา ถั่วเหลือง ถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วเขียว) ผักสด (เช่น บร็อกโคลี หัวผักกาด ผักกาดขาว) เป็นต้น

พืชผักประเภมหน่ออุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ เช่น กรดอมิโน และแร่ธาตุ วิตามิน ไฟเบอร์ เมื่อบวกกับลักษณะพิเศษที่แทบจะไม่มีไขมัน น้ำตาล และแป้ง จึงกลายเป็นอาหารบำรุงสุขภาพสำหรับช่วงวัยทองที่ยอดเยี่ยม พืชผักประเภทหน่อส่วนใหญ่กินดิบๆ ได้ แต่หน่อถั่วเหลืองและหน่อถั่วดำไม่เหมาะที่จะกินดิบๆ จะต้องลวกน้ำหรือผัดแบบเร็วๆ ถึงจะรับประทานได้

Tips

เคล็ดลับน่ารู้เกี่ยวกับการดื่มน้ำ

  1. หลังจากตื่นนอนควรดื่มน้ำอุณหภูมิ 20-25 องศาเซลเซียส ปริมาณ 200-300 ซีซี จะช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของเลือดและขับสารพิษออกจากทางเดินอาหารได้
  2. การดื่มน้ำชาที่ได้จากดอกไม้หรือน้ำชาที่ได้จากสมุนไพรทางยาเป็นประจำ เช่น น้ำชากลิ่นคาโมไมล์ และน้ำชาเก๋ากี้ จะช่วยผ่อนคลายจิตใจและบรรเทาอาการไม่สบายต่างๆ ในช่วงวัยทอง

บทที่4

ดูแลสุขภาพตามแบบจีน

วิธีการรักษาตามแพทย์แผนโบราณของจีนเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลและบำรุงร่างกายในช่วงวัยทอง เรามาทำความเข้าใจ และรู้จักพืชสมุนไพรที่ควรใช้ เพื่อให้คุณเป็นวัยทองที่แข็งแรงและสุขภาพดียิ่งขึ้น!

แพทย์แผนจีนตรวจสอบอาการวัยทองอย่างไร

แพทย์แผนจีนแบ่งสาเหตุของอาการวัยทองออกเป็น 3 ประเภท คือ พร่องพลังหยิน(Yin) ในตับและไต (Yang) ในไต และลมในตับอัดแน่นรีบมาเช็คกันดีกว่าว่าคุณจัดอยู่ในประเภทไหน!

พร่องพลังหยินในตับและไต

พลังหยินเสมือนความเย็น ถ้าพร่องไปจะมีอาการต่างๆ ดังนี้

  • ช่วงเอวและหัวเข่าปวดเมื่อยเป็นประจำ
  • วิงเวียนศีรษะ หูอื้อ และความสามารถในการฟังเสื่อมลง
  • คอแห้งบ่อย ดื่มน้ำเท่าไรก็ยังกระหายน้ำ
  • กระสับกระส่าย ร้อนวูบวาบไร้สาเหตุ
  • รู้สึกร้อนกลางฝ่ามื้อ ร้อนเหมือนถูกน้ำร้อนลวก
  • เหงื่อไหลตอนกลางคืนมาก
  • อุจจาระแห้งเป็นก้อนและท้องผูกบ่อย

พร่องพลังหยางในไต

อาจเกิดจากการชอบกินของเย็นๆ เป็นประจำ กินจุ พลังหยาง (ความร้อน อบอุ่น) ในไตจึงพร่อง หรือกระบวนการภายในร่างกายบกพร่องไม่ช่วยทำให้ม้ามและกระเพาะอาหารอบอุ่นได้ หรือไม่ก็เหนื่อล้าเกินไป ทำลายพลังหยางในม้าม ประกอบด้วยอาการดั้งนี้

  • เหนื่อยง่าย อ่อนเพลียง่าย
  • ขี้เกียจ เฉื่อยชา
  • มือและเท้าเย็น
  • สีหน้าซีดเผือด
  • ปัสสาวะน้อยแต่ปัสสาวะบ่อย
  • อุจจาระเบา ไม่มีน้ำหนัก

ลมในตับอัดแน่น

อาจเกิดจาการพร่องพลังหยินหลังป่วยหนัก หรือเกิดจาการเสียเลือดมากเกินไปหลังคลอด ทำให้เลือดอ่อนแอ หรืออวัยวะภายในขาดการบำรุงประกอบด้วยอาการดังนี้

  • กลัดกลุ้ม ไม่มีความกระตือรือร้น
  • จิตใจและสมองว้าวุ่น เดี๋ยวหัวเราะ เดี๋ยวร้องไห้
  • หาวบ่อย ไร้เรี่ยวแรง
  • หมดอะไรตาบอยาก
  • ไม่มีความสุข

แพทย์แผนจีนมีวิธีการรักษาวัยทองอย่างไร

หลักสำคัญในการรักษาแบบแพทย์แผนจีน คือ หนึ่ง ต้อง “บำรุงหัวใจ” และสมอง “ปรับตับให้เหมาะสม”

ผู้หญิงมีการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพตามปกติ คือ มีประจำเดือน ตั้งครรภ์ แต่เมื่อรวมการใช้ชีวิตที่อาจสะสมความเครียดต่างๆ ผู้หญิงบางคนจึงเกิดความไม่สมดุลเกี่ยวกับพลังหยิงพลังหยาง ส่งผลให้เลือดลมภายในร่างกายทำงานไม่ประสานกัน จึงก่อให้เกิดอาการต่างๆ

แพทย์แผนจีนวิเคราะห์ว่า ส่วนใหญ่คิดว่าเกิดจากการทำงานของตับ ม้าม และไตขาดความสมดุล หรือไม่ก็เนื่องจากลมในไตค่อยๆ อ่อนแอ และเส้นเยิ่นม่ายอ่อนแอ ฮอร์โมนจึงเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้พลังหยิงและหยางขาดความสมดุล หรือไม่ก็พลังหยิงในไตเสื่อม หรืองพลังหยางในไตไม่เพียงพอ ร่างกายขาดการบำรุง อวัยวะภายในที่เกี่ยวข้องกันจึงเกิดการแปรปรวนส่งผลให้ถึงการทำงานของหัวใจ ตับ และม้าม

 

 

 

 

3 กลุ่มอาการหลักๆ ในวัยทอง

  • พร่องพลังหยางในไต

บางคนมีพลังหยางในไตพร่อง (kidney yang deficiency) เพราะชอบกินของเย็นๆ เป็นประจำ ชอบอาบน้ำเย็นและสวมเสื้อผ้าที่ลมโกรกสบาย บางคนเกิดอาการพร่องพลังหยางในม้าม พลังหยางในม้ามถูกทำลาย อาการที่พบบ่อยคือ เหยฃนื่อยไร้เรี่ยวแรง ขี้เกียจพูดจา มือและเท้าเย็น เหงื่อไหล สีหน้าซีดเผือด ปัสสาวะสีอ่อน ปัสสาวะบ่อย อุจจาระไม่มีน้ำหนัก ไม่เป็นรูปเป็นร่าง ฯลฯ

  • พร่องพลังหยินในไต

คืออาการพลังหยินในไตนั้นไม่เพียงพอ (kidney yin deficiency) บางคนเกิดอากาเผาผลาญอาหารไม่ดี ทำให้เลือดคั่ง  บางคนเกิดจากการคลอดบุตรมามาก แล้วให้นมลูกเองทุกคน อาการพร่องพลังหยินในไตก็เกิดได้ง่าย  อาการที่พบบ่อยคือ ช่วงเอวและหัวเข่าปวดเมื่อย วิงเวียนศีรษะ หูอื้อ ความสามารถในการฟังเสื่อม คอแห้ง กลางฝ่ามือและเท้ารู้สึกร้อนวูบ เหงื่อออกตอนกลางคืน และอุจจาระแห้งแข็ง ฯลฯ

  • ลมในตับอัดแน่น

แพทย์แผนจีนคิดว่าการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของคนเรามีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับตับและเนื่องจากผู้หญิงที่มีอารมณ์อ่อนไหว ละเอียดอ่อน บวกกับยุคสมัยทำให้ต้องเครียด รับความกดดัน อารมณ์จึงแปรปรวนง่ายขึ้นๆ ผู้ที่มีลมในตับมาก ส่วนใหญ่จะฉุนเฉียว ใจร้อน ส่วนผู้ที่ลมในตับอัดแน่น ส่วนใหญ่จะกลัดกลุ้ม อมทุกข์ จิตใจห่อเหี่ยว

 

3 เคล็ดลับเพื่อวัยทองตำรับแพทย์แผนจีน

วิธีการรักษาตามหลักแผนจีนมีหลักอยู่สองประการ คือ เพื่อบำรุงไต และปรับตับให้เหมาะสม

  1. จัดการอารมณ์

เนื่องจากลมในไตค่อยๆ เสื่อม ผู้หญิงช่วงวัยทองจึงเกิดความเครียดหวาดกลัว เศร้า-โศก และโมโหง่ายมาก จึงควรควบคุ้มอารมณ์ให้มองโลกในแง่ดี คิดบวก สนุกสนานร่าเริง พยายามไม่เครียด เพื่อจะบรรเทาอาการต่างๆ ในวัยทอง ขณะเดียวกัน คนในครอบครัวและเพื่อนร่วมงานก็ควรให้ความเอาใจใส่และเข้าใจผู้หญิงในช่วงวัยทองให้ชีวิตผ่านความกังวลในร่างกายและจิตใจได้อย่างราบรื่น

  1. ใส่ใจการกิน

ควรใส่ใจการดูแลของม้ามาและกระเพาะอาหารเพิ่มมากขึ้นเลือกกินอาหารที่ย่อยง่าย อุดมไปด้วยสารอาหาร และไม่มันเลี่ยน กินผักผลไม้ให้มากๆ ไม่ควรกินอาหารรสจัด เผ็ดร้อน กลิ่นแรง และอาหารดิบแช่เย็น เพื่อให้ม้ามและกระเพาะอาหารทำงานได้ดี ขณะเดียวกัน ควรเลิกสูบบุหรี่ และกำจัดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ และน้ำชากาแฟด้วย

  1. ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมจะช่วยกระตุ้นและปรับการหมุนเวียนของเลือดลมทั่วร่างกายให้ดีขึ้น ต้านโรคภัยไข้เจ็บได้ แต่ไม่ควรออกกำลังกายอย่างหักโหม วัยทองควรวิ่งจ๊อกกิ้ง เดินเล่น เดินเร็วๆ ฝึกโยคะ นั่งสมาธิ ฯลฯ

นอกจากนี้ สิ่งที่ลืมไม่ได้เป็นอย่างยิ่งคือ “ตรวจร่างกายเป็นประจำเพื่อป้องกันโรคภัยได้ทันท่วงที” วัยทองเป็นช่วงที่เกิดมะเร็งเต้านมและโรคมะเร็งปากมดลูกได้ง่าย ดังนั้นควรเพิ่มการตรวจภายในเพื่อเช็คมะเร็งด้วยจะเป็นการดี

การฝังเข็มบรรเทาอาการวัยทองได้หรือไม่

การฝังเข็มช่วยบรรเทาอาการต่างๆ ของวัยทอง เช่น หน้าแดง แน่นหน้าอก ปัสสาวะบ่อย ปวดเอว ขาชาให้ทุเลาลงได้ ในยามปกติหากเกิดอาการดังกล่าวให้กดนวดตรงตำเหน่งจุดฝังเข็มที่ใช้บ่อยดังต่อไปนี้ ก็จะช่วยบรรเทาอาการทำให้รู้สึกสบายขึ้นได้

จุดชวีกู่

     ตำเหน่ง เมื่อนอนหงาย จุดนี้จะอยู่บนแนวเส้นกึงกลางท้อง ต่ำจากสะดือ 5 ชุ่น หรือประมาณความกว้างของนิ้วมือเรียงชิดกัน 7 นิ้ว

ประโยชน์ ในเพศชายสามารถรักษาอากาการอวัยวะเพศไม่แข็งตัว น้ำกามเคลื่อนกลั้นปัสสาวะได้ไม่ค่อยดี ในเพศหญิงสามารถรักษาภาวะประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ เลือดฤดูออกไม่หยุด ปวดประจำเดือน คันอวัยวะเพศ ภาวะมีบุตรยาก ตกเลือดหลังคลอด นอกจากนี้จุดชวีกู่ยังเป็นจุดสำคัญ เสริมสุขภาพให้แกผู้ป่วยอัมพาต เพิ่มพละกำลังให้แก่ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอ รวมทั้งสามารถรักษาอาการท้องเสีย ลำไส้ตรงยื่นหย่อน ภาวะอาหารไม่ย่อยได้อีกด้วย

จุดกุยหลาย

     ตำเหน่ง อยู่บริเวณท้องน้อยทั้ง 2 ข้าง โดยอยู่ต่ำจากสะดือ 4 ชุ่น หรือประมาณความกว้างของนิ้วมื้อเรียงชิดกัน 6 นิ้ว และห่างจากแนวเส้นกึ่งกลางด้านหน้าลำตัว 2 ชุ่น หรือประมาณความกว้างของนิ้วมื้อเรียงชิดกัน 3 นิ้ว

ประโยชน์ รักษาภาวะประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ ปวดประจำเดือน การอักเสบในอุ้ง-เชิงกรานตกขาว ขาดประจำเดือน รังไข่อักเสบ เยื่อบุมดลูกอักเสบ รวมทั้งโรคระบบสืบพันธุ์ทั้งหญิงและชาย

จุดหยานกู่

     ตำเหน่ง อยู่บริเวณด้านในของเท้า ต่ำจากขอบตาตุ่มลงมา 1 ชุ่น หรือประมาณความกว้างของนิ้วหัวแม่มือ

     ประโยชน์ รักษาอาการคันบริเวณอวัยวะเพศหญิง ประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ ตกขาว อาการปวดท้องรอยสะดือเนื่องจากกระทบลมเย็น ภาวะน้ำกามเคลื่อน ระงับอาการกระหายน้ำ ปวดบวมบริเวณหลังเท้า

จุดซานยินเจียว

     ตำเหน่ง อยู่บริเวณด้านในของขา หลังขอบกระดูกหน้าแข้ง เหนือยอดตาตุ้มขึ้นมา 3 ชุ่น หรือประมาณความกว้างของนิ้วมือเรียงชิดกัน 4 นิ้ว

ประโยชน์ จุดซานยินเจียวเป็นจุดขนเส้นลมปราณจู๋ไท่ยินของม้าม ใช้ประกอบจุดฝังเข็มรักษาโรคทางนรีเวชได้เกือบทั้งหมด กล่าวไว้ว่าเป็นจุดสำหรับสตรีโดยเฉพาะ

 

 

จุดจ้าวห่าย

     ตำเหน่ง อยู่บริเวณด้านในข้อเท้า เป็นแอ่งบุ๋มใต้ขอบตาตุ่มใน

ประโชน์ รักษาอาการปวดข้อ นอนไม่หลับ จิตใจกระวนกระวาย ระคายเคืองตา ปวดบวมลูกตา ปวดเมื่อยเท้า เสียงแหบ

จุดสิงเจียน

     ตำเหน่ง อยู่บริเวณหลังเท้า เป็นแอ่งบุ๋มปลายสุดของง่ามระหว่างนิ้วหัวแม่เท้าและนิ้วชี

ประโยชน์ รักษาโรคระบบสืบพันธุ์ต่างๆ เช่น อัณฑะอักเสบ ปวดองคชาต ไส้เลื่อน ภาวะเลือดออกจากมดลูก ปวดประจำเดือน หน้าแดง คันอวัยวะเพศ ทั้งยังช่วยบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ ขี้ลืม ปวดตึงศีรษะ นอนไม่หลับ และจิตใจกระวนกระวายได้อีกด้วย

ข้อควรสนใจสามารถใช้ประสานกับจุดป่ายฮุ่ยซานยินเจียว จ้าวห่าย เพื่อบรรเทาอาการวิงเวียนศีรษะ ขี้ลืม ปวดตึงศีรษะ นอนไม่หลับ และจิตใจกระวนกระวาย

จุกป่ายฮุ่ย

     ตำเหน่ง อยู่เหนือขอบผมด้านหน้าผากขึ้นมาตรงๆ 5 ชุ่น หรือประมาณความกว้างนิ้วมือเรียงกัน 7 นิ้ว หรือหาได้จากจุดกึ่งกลางของเส้นที่ลากเชื่อมระหว่างยอดใบหูทั้ง 2 ข้าง

ประโยชน์ รักษาอาการวิงเวียนศีรษะ ขี้ลืม ปวดตึงศีรษะ ลำไส้ตรงยื่นหย่อน ช่วยกระตุ้นลมปราณ พลังหยางให้เคลื่อนที่สูง เปิดทวาร ทำให้จิตใจสงบ

การรมยาสมุนไพรรักษาอาการวัยทองได้หรือไม่

กลุ่มอาการวัยทองมักมีสาเหตุจากพลังลมปราณของไตถดถอย พลังเส้นลมปราณชง-ม่าย และเยิ่นม่ายอ่อนพร่อง เลือดและสารจิงในร่างกายไม่เพียงพอตลอดจนการทำงานของอวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ไต ม้าม และกระเพาะอาหาร แปรปรวน  ผู้ป่วยสามารถรมยาสมุนไพรบริเวณจุดที่มีสรรพคุณรักษา เพื่อเสริมสร้างสุขภาพได้

จะรมยาสมุนไพรที่จุดอย่างไร

ใช้สมุนไพรรมที่จุดทั้ง 3 ที่จะแนะนำต่อไปนี้ จุดละ 5-10 นาที วันละ 1 ครั้ง ทุกวันหรือวันเว้นวัน โดยรวมจนกระทั่งเห็นสีผิวหนังบริเวณนั้นเป็นสีแดง และพอให้รู้สึกค่อนข้างร้อน

มีข้อที่ควรสนใจคือ ผู้ที่มีภาวะหยินพร่อง ควรรมจุดซานยินเจียวให้มาก รองลงมาคือจุดกวนหยวน ผู้ที่มีภาวะหยางพร่อง ควรรมจุดกวนหยวนให้มาก รองลงมาคือจุดซานยินเจียว

อาจให้แพทย์แผนจีนตรวจวินิจฉัยเสียก่อน คุณอยู่ในภาวะแบบไหน แล้วจึงรมให้ถูกจุด

จุดกวนหยวน

     ตำเหน่ง อยู่บนเส้นลมปราณเยิ่นม่าย ต่ำจากสะดือ 3 ชุ่น หรือประมาณความกว้างของนิ้วมือเรียงชิดกัน 4 นิ้ว มีชื่อเรียกทั่วไปว่า “จุดตานเถียน”

     ประโยชน์ มีฤทธิ์กระตุ้นพลังหยาง บำรุงไตให้อุ่นขึ้น เพิ่มพลังปราณพื้นฐาน เสริมสารจิง ปรับการไหลเวียนของเลือดและลมปราณของเส้นลมปราณชงม่ายและเยิ่นม่ายสามารถบำรุงสุขภาพ รักษาภาวะร่างกายอ่อนแอไม่มีกำลังจิตใจไม่กระปรี้กระเปร่า รู้สึกหนาวเย็นในท้องน้อย และเสริมสุขภาพให้แก่คนชราที่อ่อนแอ และผู้ที่ยังไม่เป็นโรคก็ได้

จุดซานยินเจียว

     ตำเหน่ง อยู่บริเวณด้านในของขา หลังขอบกระดูกหน้าแข้ง เหนือยอดตาตุ่มขึ้นมา 3 ชุ่น หรือประมาณความกว้างของนิ้วมือเรียงชิดกัน 4 นิ้ว

ประโยชน์ บริเวณเส้นในของขาคนเรามีเส้นลมปราณยิน 3 เส้น  อันได้แก่ เส้นจู๋ไท่ยินของม้าม เส้นจู๋เจว๋ยินของตับ และเส้นจู๋ซ่าวยินของไตทอดผ่าน จุดซ่านยินเจียวเป็นจุดบนเส้นลมปราณจู๋ไท่ยินของม้าม และเป็นจุดที่เส้นลมปราณยินทั้ง 3 เส้นมาบรรจบกัน ใช้ประกอบจุดฝังเข็มรักษาโรคทางนรีเวชได้เกือบทั้งหมด กล่าวได้ว่าเป็นจุดสำหรับสตรีโดยเฉพาะ

จุดจู๋ซานหลี่

     ตำเหน่ง อยู่ต่ำจากแข่งข้างกระดูกสะบ้าด้านนอกลงมา 3 ชุ่น หรือประมาณความกว้างของนิ้วมือเรียงชิดกัน 4 นิ้ว และเยื้องห่างจากสันกระดูกหน้าแข้งออกมาด้านข้างนอกประมาณความกว้างของ 1 นิ้วมือ

ประโยชน์ จุดจู๋ซานหลี่เป็น 1 ใน 4 จุดที่สำคัญที่มีสรรพคุณเสริมสร้างกำลังให้แก่ร่างกาย เป็นจุดสำคัญของเส้นลมปราณกระเพาะอาหาร เนื่องจากกระเพาะอาหารถือเป็นเหล่งพลังงานภายหลังกำเนิดของมนุษย์  เมื่อฝังเข็มหรือรมยา กระตุ้นจุดนี้บ่อยๆ จะสามารถบำรุงกระเพาะอาหารและม้าม เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แข็งแรงได้

จะเลือกวิธีการรมยาอย่างไร

  1. รมด้วยก้อนโกศจุฬาลำพา นำสมุนไพรโกศจุฬาลำพามาปั่นเป็นก้อนรูปทรง

ต่างๆ แปะวางบนผิวหนังและจุดไฟรม เป็นวิธีแบบง่ายๆ ที่ทำได้ด้วยตนเอง แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ แบบรมโดยตรง ซึ่งเป็นการเอาก้อนโกศจุฬาลำพาแปะวางบนผิวหนังที่ทาด้วยวาสลีนหรือน้ำกระเทียมคั้นก่อน  เพื่อมิให้ก้อนสมุนไพรเลื่อนหลุด จากนั้นจุดไฟเผาก้อนโกศจุฬาลำพาเพื่อรมผิวหนังโดยตรง แบบรมโดยอ้อม จะมีวัสดุบางอย่าง เช่น แผ่นขิง แผ่นหัวหอมใหญ่ แผ่นฟู่จื่อ หรือเกลือป่น คั่นระหว่างผิวหนังกับก้อนโกศจุฬาลำพา เนื่องจากให้ความร้อนเหมาะสม ไม่ลวกไหม้ผิวหนังจึงเป็นวิธีการรมยาที่ปลอดภัยมาก

  1. รมด้วยมวนโกศจุฬาลำพาเป็นวิธีการรมยาที่ใช้มากที่สุดโดยแบ่งย่อยเป็น 3แบบ ได้แก่ แบบจ่อรม ให้ถือมวนโกศจุฬาลำพาที่จุดไฟแล้ว จ่อให้ใกล้ผิวหนังแล้วค่อยๆ ยกขึ้นมาช้าๆ ให้สูงในระดับที่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอุ่นแบบสบายๆ รมประมาณ 5-10 นาที จนกระทั้งเห็นผิวบริเวณนั้นเปลี่ยนเป็นสีแดงก็พอ ไม่ควรรมจนร้อนเกินไป เพื่อมิให้ลวกผิวหนังจนตุ่มน้ำพองขึ้น แบบเกว่งรม ให้ถือมวนโกฐจุฬาลำพาแกว่งเป็นวงกลมรอบบริเวณนั้น มักจะใช้กับพยาธิบริเวณกว้าง เช่น พวกโรคข้ออักเสบรูมา-ตอยด์ เป็นต้น และสุดท้าย แบบนกกระจอกจิก ใช้มวนโกฐจุฬาลำพาจ่อใกล้ผิวหนังแล้วยกขึ้น ทำสลับกันไปมา เหมือนท่านกกระจอกจิกอาหาร เหมาะสำหรับการรมจุดที่มีฤทธิ์เสริมบำรุงบางตำเหน่ง

 

8 ข้อควรใส่ใจในการรมยา

  1. โดยทั่วไปให้รมท่อนบนของร่างกายบริเวณที่เจ็บปวดและส่วนศีรษะก่อน

จากนั่นจึงรมท่อนล่างของร่างกาย ส่วนท้อง และแขนขา

  1. ส่วนใหญ่จะใช้มวนโกศจุฬาลำพารมจนกระทั่งผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีแดงก็พอ
  2. เนื่องจากโกศจุฬาลำพาจัดเป็นวัสดุทางการแพทย์ จึงควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีเครื่องหมายรับประกันคุณภาพ อาจเลือกใช้โกศจุฬาลำพาแบบมีควันหรือไร้ควันก็ได้ ขึ้นกับสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย ซึ่งให้ผลในการรักษาเหมือนกัน
  3. ขณะรมยาควรระวังเรื่องความปลอดภัยอย่าให้เถ้าโกฐจุฬาลำพาลวกโดนผิวหนังหรือไหม้เสื้อผ้า
  4. ไม่ควรรมยาในกรณีหรือตำเหน่งต่อไปนี้ ผู้ป่วยที่มีพยาธิแบบแกร่ง มีไข้ตัวร้อน หรือไข้จากภาวะหยินพร่องบริเวณใบหน้า หู ตา คอ จมูก บริเวณเส้นเลือดใหญ่ บริเวณท้องและบั้นเอวของสตรีตั้งครรภ์
  5. ภายหลังรมควัน ผิวหนังบริเวณนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ซึ่งเป็นเรื่องปกติไม่ต้องทำอะไร เพราะจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว หากรมยามากเกินไป อาจเกิดตุ่มน้ำพองเล็กๆ ขึ้นบริเวณนั้น ให้ระวังอย่าถูกขยี้จนแตกปล่อยให้ยุบหายเองได้ ถ้าเป็นตุ่มน้ำขนาดใหญ่ให้ใช้เข็มเล็กๆ ที่ทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคแล้ว เจาะให้แตก หากกลัวน้ำซึมเลอะ หรือมีการติดเชื้อซ้ำซ้อน ควรไปโรงพยาบาลให้เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญรักษา ไม่ควรจัดการเอง
  6. ถ้าผิวหนังบริเวณรมยาถูกสมุนไพรลวกจนเป็นตุ่มหนอง ควรพักผ่อนให้เหมาะสม ทำความสะอาดตุ่มหนองให้แห้ง สามารถปล่อยให้หายเองได้
  7. หากเกิดการติดเชื้อแทรกซ้อน จะเห็นน้ำหนองสีเหลืองงอมเขียว หรือมีน้ำเลือดซึมออกมา ไม่ควรใส่ยารักษาเอง ควรไปรักษาที่โรงพยาบาล

การกระตุ้นจุดใบหูบรรเทาอาการวัยทองได้หรือไม่

ใบหูคนเราทั้ง 2 ข้างมีจุดมากกว่า 200 จุดที่สามารถใช้รักษาอาการผิดปกติของร่างกายได้มากมาย สำหรับอาการที่พบบ่อย สามารถเลือกกระตุ้นจุดเสินเหมิง จุดกลีบท้ายทอยของสมอง จุดหัวใจ  และจุดกระเพาะอาหาร เพื่อเสริมสุขภาพได้

การกระตุ้นจุดใบหูมีประวัติความเป็นมายาวนานมาก  ในสมัยจักรพรรดิเซวียนเห-ยียนก็มีการใช้แล้ว จึงกล่าวได้ว่าเป็น “มรดกการแพทย์โบราณ” เพื่อให้สอดคล้องกับผู้คนยุคปัจจุบันที่ต้องการความเรียบง่ายรวดเร็ว และได้ผล การกระตุ้นจุดใบหูจึงได้มีการดัดแปลงจากการปักเข็มมาใช้เม็ดแม่เหล็กหรือเม็ดหวังปู้หลิวสิง แปะบนใบหู กระตุ้นจุดเพื่อทำการรักษาแทน

บนใบหูของคนเราทั้งซ้ายและขวามีจุดกระตุ้นนับรวมกันมากกว่า 200 จุด สามารถรักษาอาการต่างๆ ทั่วร่างกายได้ 100 กว่าอย่าง อาการวัยทองที่พบได้บ่อย เช่น นอนไม่หลับ ปวดหลังปวดเอว ใจสั่น ภาวะอักเสบ ฮอร์โมนแปรปรวน มีเสียงในหู เวียนศีรษะ ระบบสืบพันแปรปรวน สามารถรักษาได้โดยกระตุ้นจุดเสินเหมิน จุดกลีบท้ายทอยสมอง จุดหัวใจ จุดกระเพาะอาหาร จุดส่วนใต้เปลือกสมอง  จุดต่อมไร้ท่อ จุดตับ และจุดไต ดังแสดงรายละเอียดในตารางข้างต้น

การนวดฝ่าเท้าบรรเทาอาการวัยทองได้หรือไม่

เท้าทั้งสองข้างจะมีเขตสะท้อนของอวัยวะต่างๆ มากมาย เมื่อนวดฝ่าเท้าบริเวณเขตสะท้อนของต่อมใต้สมอง มดลูก รังไข่ ก็จะช่วยบรรเทาอาการไม่สบายต่างๆ ที่พบบ่อยในวัยทองได้

เท้าทั้ง 2 ข้างจะมีบริเวณที่เป็นเขตสะท้อนของอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกาย 64 เขต เมื่อนวดเขตสะท้อนเหล้านี้ก็สามารถกระตุ้นการทำงานของเซลล์ ทำให้รู้สึกสบายทั่วร่างกาย

การกระตุ้นเขตสะท้อนที่เท้าจะช่วยกระตุ้นเซลล์ รักษาภาวะเมแทบอลิซึมให้เป็นปกติ ขณะเดียวกันก็กระตุ้นระบบต่อมไร้ท่อให้อยู่ในสมดุล สามารถบรรเทาอาการไม่สบายต่างๆ ในวัยทองได้ อาทิเช่น หน้าแดง เหงื่อออกกลางคืน ใจสั่น วิงเวียน กระวนกระวาย ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ

Tips

5 ข้อการระวังในการนวดฝ่าเท้า

  1. ไม่ควรนวดภายในเวลา 1 ชั่วโมงหลังกินอาหาร
  2. ภายในครึ่งชั่วโมงหลังนวด ควรดื่มน้ำอุ่น 500 ซีซี
  3. หลีกเลี่ยงการกดบริเวณปุ่มกระดูก เพื่อไม่ให้เยื่อหุ้มกระดูกอักเสบ หรือบวมห้อเลือด
  4. จะต้องมีความมั่นใจ อดทน แน่วแน่
  5. ขณะนวด ทำใจให้สบาย คิดถึงเรื่องที่สนุกสนาน เรื่องสุขภาพที่แข็งแรง ไม่ควรคิดเรื่องที่เป็นอุปสรรคของช่วงวัยทอง

วิธีการนวดฝ่าเท้าเพื่อบรรเทาอาการวัยทองที่ได้ผลดีที่สุดนั้น คือ ประสานการนวดเขตสะท้อนทั้ง 64 เขต อันเป็นการกระตุ้นทั่วร่างกายร่วมกับการนวดเขตสะท้อนเฉพาะสำหรับอาการวัยทอง ดังต่อไปนี้

การนวดแก้ไขภาวะฮอร์โมนหลั่งไม่สม่ำเสมอ

  1. เขตสะท้อนของต่อมใต้สมอง

ต่ำเหน่ง: อยู่บริเวณตรงกลางของปลายนิ้วหัวแม่เท้าทั้งสอง เป็นจุดที่อยู่ลึกใต้เขตสะท้อนของสมอง

วิธีนวด: ใช้ท่ากำหมัดกดด้วยนิ้วชี้ กดลึกๆ ไล่จากบนลงล่าง ประมาณ 3 รอบ

 

  1. เขตสะท้อนของมดลูก

ตำเหน่ง: อยู่บริเวณเส้นเท้าใต้ตาตุ่มด้านใน

วิธีนวด: ใช้ท่านวดด้วยมือทั้งสองข้าง นวดไล่จากบนลงล่างประมาณ 3 รอบ

  1. เขตสะท้อนของรังไข่

ตำเหน่ง: มี 2 เขต เขตที่ 1 อยู่บริเวณตรงกลางของพื้นส้นเท้า เขตที่ 2 อยู่บริเวณด้านนอกของส้นเท้า

วิธีนวด: เขตที่ 1 ใช้ท่ากำหมัดกดด้วยนิ้วชี้นวดไล่จากบนลงล่างประมาณ 3 รอบ เขตที่ 2 ใช้ท่ากดไถด้วยนิ้วหัวแม่มือ นวดไล่จากบนลงล่างประมาณ 3 รอบ

การนวดแก้ไขอาการเครียด จิตใจไม่สงบ ใจสั่น นอนไม่หลับ เป็นตะคริว

  1. เขตสะท้อนของข่ายประสาทช่องท้อง

ตำเหน่ง: อยู่บริเวณตรงกลางอุ้งเท้าทั้ง 2 ข้าง ใกล้เขตสะท้อนของไตและกระเพาะอาหาร

วิธีนวด: ใช้ท่ากดมัดด้วยนิ้วชี้ นวดไล่จากบนลงล่างประมาณ 6 รอบ

  1. เขตสะท้อนของไทรอยด์

ตำเหน่ง: เป็นแถบพาดจากโคนนิ้วหัวแม่แม่เท้าไปยังร่องระหว่างนิ้วหัวแม่เท้าและนิ้วชี้

วิธีนวด: ใช้ท่านวดด้วยนิ้วชี้ที่งอเป็นรูปตะขอ นวดไล่จากบนลงล่างประมาณ 3 รอบ

  1. เขตสะท้อนของต่อมาพาราไทรอยด์

ตำเหน่ง: อยู่บริเวณขอบด้านในของฝ่าเท้า ใต้ข้อต่อโคนนิ้วหัวแม่เท้า เยื้องมาด้านหลังประมาณ 45 องศา

วิธีนวด: ใช้ท่าหนีบด้วยสองนิ้วนวดไล่จากบนลงล่างประมาณ 3 รอบ

การนวดแก้ไขอาการปวดศีรษะ วิงเวียน นอนไม่หลับ มีเสียงดังในหู ตาลาย การทรงตัวเสียสมดุล

  1. เขตสะท้อนของโพรงไซนัสหน้าผาก

ตำเหน่ง: อยู่บริเวณใต้ปลายนิ้วเท้าทั้งหมดในส่วนของนิ้วหัวแม่เท้าจะเป็นบริเวณลึกจากปลายนิ้วเข้ามาประมาณ 1 ซม.เขตสะท้อนของโพรงไซนัสหน้าผากข้างขวาจะอยู่ที่เท้าซ้าย ส่วนของโพรงไซนัสข้างซ้ายจะอยู่ที่เท้าขวา

วิธีการนวด: .ใช้ท่ากำหมัดกดด้วยนิ้วชี้ เวลานวดเท้าซ้ายให้นวดไล่นิ้วจากซ้ายไปขวาประมาณ 3 รอบ เวลานวดเท้าขวา ให้นวดไล่นิ้วจากขวาไปซ้ายประมาณ 3 รอบเช่นกัน

  1. เขตสะท้อนของสมองใหญ่

ตำเหน่ง: อยู่บริเวณใต้นิ้วหัวแม่เท้าทั้งหมด สมองซีกขวาจะมีเขตสะท้อนอยู่ที่เท้าซ้าย ส่วนสมองซีกซ้ายจะมีเขตสะท้อนอยู่ที่เท้าขวา

วิธีนวด: ใช้ท่ากำหมัดกดด้วยนิ้วชี้  นวดไล่จากบนลงล่างประมาณ 6 รอบ

  1. เขตสะท้อนของหูชั้นใน

ตำเหน่ง: อยู่ด้านหลังเท้าบริเวณร่องระหว่างกระดูกนิ้วนางและนิ้วก้อย

วิธีนวด: ใช้ท่านวดด้วยนิ้วชี้ที่งอเป็นรูปตะขอ  นวดไล่จากหลังเท้าไปยังปลายเท้าประมาณ 6 รอบ

 

วิธีนวดฝ่าเท้าทำอย่างไร

เนื่องจากเขตสะท้อนที่ฝ่าเท้ามีกระจ่ายอยู่หลายบริเวณ เช่น ในชั้นผิวหนังร่องระหว่างกระดูก บริเวณข้างหลอดเลือด และบริเวณที่ผิวหนังยืดเกาะกับกระดูกต้องอาศัยวิธีการนวดหลายๆ ท่า จึงจะนวดให้ถึงเขตสะท้อนได้จริง

  1. ท่ากำหมัดกดด้วยนิ้วชี้

จุดลงน้ำหนัก: ข้อต่อกลางของนิ้วชี้

เขตสะท้อนที่เหมาะกับการใช้: ต่อมใต้สมอง รังไข่ ข่ายประสาทช่องท้อง โพรงไซนัสหน้าผาก สมองใหญ่

  1. ท่านวดด้วยมือทั้งสองข้าง

จุดลงน้ำหนัก: ด้านท้องนิ้วของหัวแม่มือข้างที่ออกแรงเป็นหลัก

เขตสะท้อนที่เหมาะแก่การใช้: มดลูก

  1. ท่ากดไถด้วยนิ้วหัวแม่มือ

จุดลงน้ำหนัก: ด้านท้องนิ้วของนิ้วหัวแม่มือ

เขตสะท้อนที่เหมาะแก่การใช้:รังไข่

  1. ท่านวดด้วยนิ้วชี้ที่งอเป็นรูปตะขอ

จุดลงน้ำหนัก: ด้านในของปลายนิ้วชี้ โดยให้นิ้วหัวแม่มือยันอยู่กับที่

เขตสะท้อนที่เหมาะแก่การใช้:ต่อมไทรอยด์ หูชั้นใน

  1. ท่าหนีบด้วยสองนิ้ว

จุดลงน้ำหนัก: ด้านในของข้อต่อกลาง ของนิ้วชี้และนิ้วกลาง

เขตสะท้อนที่เหมาะแก่การใช้:ต่อมพาราไทรอยด์

หมายเหตุ การนวดฝ่าเท้าบรรเทาอาการวัยทองนั้น ควรออกแรงเพียงให้แค่รู้สึกเจ็บเพียงเล็กน้อย อย่านวดแรงจนเจ็บมากเกินไป

ตำรับยาจีนที่ใช้รักษาอาการวัยทองมีอะไรบ้าง

น้ำแกงใส่ชะเอม  ข้าวสาลี และเม็ดพุทรา น้ำแกงใส่เมล็ดในลูกจ้อเปรี้ยว ยาเม็ดสมุนไพรตี้หวงหกรส เป็นต้น

น้ำแกงใส่ชะเอม ข้าวสาลี และพุทราจีน

     ส่วนผสม ชะเอมข้าวสาลีพุทราจีน

     สรรพคุณ ผ่อนคลายความกลัดกลุ้ม กังวลใจ บรรเทาอาการหวาดกลัว นอนไม่หลับ ทำให้จิตใจสงบ บำรุงม้าม และเสริมลมปราณในร่างกาย

รักษาอาการ อวัยวะภายในช่องท้องปั่นป่วน ใจลอย ซึมเศร้า กระวนกระวาย นอนหลับไม่สนิท หาวบ่อย

คำเตือน  ตำรับนี้แม้จะเป็นยาบำรุงสุขภาพที่ดีสำหรับผู้หญิงวัยทอง แต่ควรปรึกษาแพทย์แผนจีนก่อน ว่าร่างกายของเราเหมาะที่จะกินหรือไม่ห้ามกินเองเป็นอันขาด

 

น้ำแกงใส่เมล็ดลูกจ้อเปรี้ยว

     ส่วนผสม เมล็ดลูกจ้อเปรี้ยว ชะเอม สมุนไพรเจือหมู่ (rhizome anemarrhenae) เห็ดฝูหลิง สมุนไพรชวนซง (ligusticumchuanxionghort)

     สรรพคุณ บำรุงกำลังขจัดความร้อนในร่างกาย บำรุงรักษาเส้นเลือด และทำจิตใจให้สงบ

รักษาอาการ ร่างกายอ่อนแอ อ่อนเพลีย กระวนกระวายนอนไม่หลับ เหงื่อไหลขณะหลับ ประจำเดือนแปรปรวน

คำเตือน ตำรับนี้แม้จะเป็นยาบำรุงสุขภาพที่ดีมากสำหรับผู้หญิงวัยทอง แต่ควนจะปรึกษาแพทย์จีนก่อนกิน ว่าร่างกายของตนเองเหมาะที่จะกินหรือไม่ ห้ามกินเองเป็นอันขาด

ยาเม็ดสมุนไพรตี้หวงหกรส

     ส่วนผสม ยาจีนตี้หวง รากดอกโบตั๋น สมุนไพรซานจูอวี๋ (dogwood) เห็ดฝูงหลิงขาว มันเทศจีน สมุนไพรเจ๋อเซี่ย (alismaorientale)

สรรพคุณ บำรุงพลังหยิงและเลือดปรับการทำงานของสารคัดหลั่งในร่างกายให้ดีขึ้น ป้องกันกระดูกเปราะบาง  ลดอัตราการเกิดเส้นเลือดใหญ่แข้งตัวและภาวะอุดตันของหลอดเลือดหัวใจ บรรเทาอาการร้อนวูบวาบตามตัว นอนไม่หลับ ปวดเอว เหงื่ออกมาก วิงเวียนศีรษะ และหน้ามือตาลาย

รักษาอาการ ตับไตทำงานไม่ดี ร่างกายไม่มีแรงเลือดหล่อเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอ หน้าซีด ปวดเมื่อยเอวและขา  เหงื่อไหลขณะนอนหลับ  เสมหะมาก  เป็นไข้ ไอ  วิงเวียนศีรษะ  และหน้ามืดตาลาย

คำเตือน  ผู้ที่มีสีหน้าซีดเซียวปวดเมื่อยเอวและหัวเข่า  ชอบอากาศร้อน  กลัวหนาว  วิงเวียนศีรษะและผู้ที่มีพลังหยางพร่อง มีอาการหูอื้อ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน  ส่วนผู้ใหญ่โรคเบาหวานที่มีอาการพลังหยางพร่องห้ามกินเด็ดขาด

ตำรับยาเย็นฟื้นฟูและบรรเทา

     ส่วนผสม  ตังกุย สมุนไพรไป๋เสา (white peony root) เห็ดฝูหลิง  สมุนไพรไป๋จู๋ (largeheadatractylodesrhizome)  สมุนไพรไฉหู (bupleurum) ชะเอม  รากดอกโบตั๋น  ขิงสด  สะระแหน่

สรรพคุณ  ขจัดความร้อนในร่างกายปรับลมปราณ  และบำรุงเลือด

รักษาอาการ ตับ  ม้าม  และเลือดลมไม่สมบูรณ์  ปวดศีรษะ  กระวนกระวาย  คอแห้ง  เหงื่อไหลขณะหลับ  เบื่ออาหาร  นอนไม่หลับ  มีแผลเปื่อยบริเวณปากและลิ้น

คำเตือน  ปัจจุบันมีแบบแคปซูลสำเร็จ  กินสะดวก  (เจียเว่ยเซียวเหยาซ่าน  jiaweixiaoyao  san  ภาษาจีนกลาง  หรือ  bupleurum&paeonia formula)  ผู้มีเนื้องอกบริเวณมดลูกหรือรังไข่ไม่แนะนำให้กิน

ยาเม็ดจั่วกุย

      ส่วนผสม  ยาจีนตี้หวง  สมุนไพรซานจูอวี๋  (dogwood)  เก๋ากี้  เขากวางอ่อน  ต้นฝอยทอง  (dodder)  สมุนไพรหนิวซี (radix  achyranthisbidentatae) มันเทศจีน  กระดองเต่า

สรรพคุณ  บำรุงหยินและไต  เสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง  กระตุ้นจิตใจ
รักษาอาการ  ปวดเมื่อยเอวและขาลมปราณในไตไม่สมบูรณ์  ขาดสารอาหาร  แก่ก่อนวัย  ร่างกายอ่อนแอ  คอแห้งผาก  วิงเวีนยศีรษะ  เหงื่อไหลขณะนอนหลับ  กลั้นปัสสาวะไว้ไม่ดี

คำแนะนำ  กินหลังอาหารด้วยน้ำอุ่น

การแพทย์แผนจีนรักษาอาการวัยทองอย่างไร

การดูแลรักษาอาการวัยทองด้วยแพทย์แผนจีนต้องยึดหลักใหญ่ๆ 3 ข้อคือ

  1. วิเคราะห์เพื่อการรักษา

การรักษากลุ่มอาการวัยทองนั้น  การแพทย์แผนจีนจะเน้นการบำรุงไตและตับเป็นหลัก  เมื่อร่างกายค่อยๆแก่ชราและอ่อนแอลง  หากลมปราณในไตไม่สมบูรณ์  ก็จะก่อให้เกิดหยินและหยางในไตพร่อง

ภาวะหยินในไตพร่อง  จะมีอาการร้อนในมาก  ร่างกายร้อนรุ่ม  จึงไม่ควรใช้ตัวยาที่เป็นธาตุร้อนเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ความร้อนเพิ่มมากขึ้น  ถ้าเป็นภาวะหยางในไตพร่องจะมีอาการกลัวความหนาวมากเป็นพิเศษจึงไม่ควรใช้ตัวยาที่บำรุงหยินเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ร่างกายหนาวเย็นเพิ่มมากขึ้น

ในการแพทย์จีนนั้น  “ตับ”  เป็นอวัยวะสะสมเลือดและเป็นทางผ่านของพลังลมปราณในร่างกาย  เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยทองแล้วเลือดในตับพร่องลงบวกกับหยางในตับแกร่งทำให้มีความร้อนในตับมาก  ส่งผลให้ร่างกายมีอาการร้อนรุ่ม  จิตใจหงุดหงิด  ฉุนเฉียวง่าย  และนอนไม่หลับ  จะต้องใช้ยาบำรุงเลือดและบำรุงหยิน  เพื่อดับความร้อนในตับ

2.พิจารณาปริมาณการใช้ยาตามสภาพร่างกาย

อาการวัยทองจะแตกต่างกันไปตามสภาพร่างกายและจิตใจของแต่ละคน  ดังนั้นเวลาให้ยาจะต้องตรวจดูสภาพร่างกายและจิตใจเป็นสำคัญ  เพื่อจะได้ใช้ปริมาณยาให้ได้ผลดีที่สุดต่อคนนั้นๆ

3.หลีกเลี่ยงวิธีบำรุงร่างกายผิดๆ

การซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาปรุงเอง  เพื่อบำรุงร่างกายช่วงวัยทองอาจช่วยบรรเทาอาการบางอย่างอย่างได้  แต่ถ้ามีอาการวัยทองเกิดขึ้นควรปรึกษาแพทย์แผนจีนให้ตรวจวิเคราะห์อาการและเขียนใบสั่งยาให้จะดีกว่า  เพื่อป้องกันอันตรายจากการรักษาไม่ถูกโรค  หรือกินยาผิด  หรือผลข้างเคียงจากการแพ้ยา

แต่ใช่ว่าทุกคนจะปรากฏอาการวัยทองอย่างเด่นชัด  ดังนั้นจึงควรรักษาสภาพจิตใจให้ดีเพื่อรับมือกับอาการที่อาจจะเกิดขึ้น  พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำมันมากเพื่อรักษาสมดุลในการกิน

 

ตัวยาใดบรรเทาอาการเหงื่อไหลขณะหลับ

สมารถใช้ตัวยาสองชนิด  คือ  ข้าวเดือยหรือข้าวบาร์เลย์  และดอกลิลลี่  ในการบำรุงรักษาร่างกาย

ข้าวเดือยหรือข้าวบาร์เล่ย์

     ลักษณะมีฤทธิ์เย็น ไม่มีพิษ มีรสหวานเจือเค็ม

สรรพคุณ  ลดไข้  ยับยั้งเหงื่อบำรุงหัวใจ  เสริมลมปราณในร่างกาย

รักษาอาการ  เหงื่อไหลขณะหลับ  เหงื่อไหลมากผิดปกติ  นอนไม่หลับฮิสทีเรีย

ปริมาณการใช้  ตัวยา  10-20  กรัมต่อวันและยาจีนแผนปัจจุบัน 0.5-2 กรัมต่อวัน  พิจารณาปริมาณการใช้ตามอาการและสภาพร่างกาย

การเลือกซื้อและเก็บรักษา  ซื้อตามร้านขายยาจีน  เลือกลักษณะที่แห้งและสมบูรณ์  ควรเก็บในภาชนะที่ปิดสนิทและไว้ในที่แห้ง

กินแล้วดีผู้ที่มีอาการเหงื่อออกมากขณะหลับ  นอนไม่หลับและลำไส้อ่อนแอ

ไม่ควรกิน  ผู้ป่วยที่กลัวความหนาว มีอาการเย็นตามมือและเท้า

ดอกลิลลี่

ลักษณะ มีฤทธิ์เป็นกลาง  ไม่มีพิษ  รสหวานอมขมเล็กน้อย

สรรพคุณ  บำรุงหัวใจ  บำรุงปอด  ระงับอาการไอ  แก้ร้อนใน ช่วยให้จิตสงบ  บำรุงกำลัง

รักษาอาการ  ไอ  อาเจียนเป็นเลือด  ภาวะร้อนในปอด  เจ็บคอ  โรคประสาทอ่อนๆ และวาดผวา

ปริมารการใช้  ตัวยา 10-20 กรัมต่อวัน  และยาจีนแผนปัจจุบัน  0.5-2 กรัมต่อวัน     พิจารณาปริมาณการใช้ยาตามอาการป่วยและสภาพร่างกาย

กินแล้วดี  ผู้ที่หลอดลมใหญ่อักเสบบ่อยกระวนกระวายใจ และผู้ที่มีอาการประสาทอ่อนๆ

ไม่ควรกิน ผู้ที่กระเพาะอาหารอ่อนแอ  ไอเนื่องจากโดนลม  ไอเนื่องจากอาการหนาว  และผู้ป่วยโรคหวัด  น้ำมูกไหล

ตัวยาใดบรรเทาอาการนอนไม่หลับ

หากต้องการทำให้อาการนอนไม่หลับ  ขี้ลืม  และกระสับกระส่าย  ฯลฯ  ในช่วงวัยทองดีขึ้น  เนื้อลำไย  เม็ดบัว  และเมล็ดลูกจ้อเปรี้ยว  ฯลฯ  ช่วยได้

เนื้อลำไย

ลักษณะ  มีฤทธิ์ร้อน รสหวาน

สรรพคุณ  บำรุงหยาง  บำรุงหัวใจและม้าม  ทำให้เลือดลมไหลเวียนดี  ช่วยให้จิตใจสงบ  เสริมลมปราณในร่างกาย

รักษาอาการ  ร่างกายผ่ายผอม  ม้ามพร่อง  ท้องเสีย  ใจหวิวนอนไม่หลับ  เลือดลมไม่สมบูรณ์หลังป่วยและหลังคลอดบุตร

ปริมาณการใช้  ตัวยา 10-20 กรัมต่อวัน  และยาจีนแผนปัจจุบัน 0.5-2 กรัมต่อวัน พิจารณาปริมาณการใช้ตามอาการและสภาพร่างกาย

การเลือกซื้อและเก็บรักษา  เลือกซื้อลำไยที่เนื้อละเอียด  ไม่เหนียวมาก  และควรใช้ให้หมดในครั้งเดียว

กินแล้วดี  ผู้ที่ร่างกายเหนื่อยล้าง่าย  เลือดลมไหลเวียนไม่ดี  ร่างกายอ่อนแอหลังป่วยและหลังคลอดบุตร  ผู้ที่นอนไม่หลับ  ขี้ลืม

     ไม่ควรกิน  ผู้ที่ไอแห้งๆ  เสมหะเหนียว  ร่างกายร้อยผ่าว  มีผื่นแดง

เมล็ดลูกจ้อเปรี้ยว 

ลักษณะ  มีฤทธิ์เป็นกลางไม่มีพิษ  รสหวานอมเปรี้ยว

      สรรพคุณ    บำรุงตับและน้ำดี  ช่วยให้จิตใจสงบ  ขจัดเหงื่อกระตุ้นของเหลวในร่างกาย  และแก้กระหาย

รักษาอาการ  หงุดหงิด  นอนไม่หลับ  ขี้ลืม  ร่างกายอ่อนแอ  เหงื่อออกมาก  กระหายน้ำ  มือและเท้าปวดเมื่อย  ไม่มีแรง

ปริมาณการใช้  ตัวยา 10-20  กรัมต่อวัน  และยาจีนแผนปัจจุบัน 0.5-2 กรัมต่อกรัม  พิจารณาปริมาณการใช้ยาตามอาการป่วยและสภาพร่างกาย

การเลือกซื้อและการเก็บรักษา  เลือกซื้อเมล็ดที่ใหญ่  สมบูรณ์  ผิวสีแดงม่วง  ควรเก็บในภาชนะที่ปิดสนิทและวางไว้ในที่แห้ง

กินแล้วดี  ผู้ที่ร่างกายเหนื่อยล้าง่าย  เลือดลมไหลเวียนไม่ดี  ร่างกายอ่อนแอหลังป่วยและหลังคลอดบุตร  ผู้ที่นอนไม่หลับ  ขี้ลืม

ไม่ควรกิน  ผู้ที่ปวดศีรษะเนื่องจากโดนลมหนาว  ลมร้อน  และผู้ที่ร่างกายร้อนผ่าว

เม็ดบัว

      ลักษณะ  มีฤทธิ์เป็นกลาง  ไม่มีพิษ  รสหวานอมฝาด  ส่วนต้นอ่อนในเม็ดบัวจะมีรสขม  มีฤทธิ์ค่อนข้างเย็น

สรรพคุณ  บำรุงหัวใจ  ปอด  ม้าม  และไต  ลดไข้  ทำให้จิตใจสงบ  ระงับอาการไอ  บำรุงร่างกายและเสริมลมปราณ  แก้ท้องเสีย  ขจัดความกังวลและหงุดหงิด

รักษาอาการ  ม้ามพร่อง  ท้องเสีย  โรคบิด  และโรคประสาทอ่อนๆ และนอนไม่หลับ  ประจำเดือนมากผิดปกติ

ปริมาณการใช้  ตัวยา 10-20 กรัมต่อวัน  และยาจีนแผนปัจจุบัน 0.5-2 กรัมต่อวัน  พิจารณาปริมาณการใช้ยาตามอาการป่วยและสภาพร่างกาย

การเลือกซื้อและการเก็บรักษา  เลือกซื้อเม็ดบัวแห้งที่มีขนาดใหญ่สมบูรณ์  ไม่ควรมีสีขาวซีด  ควรเก็บในภาชนะที่มีฝาปิดสนิทและวางไว้ในที่แห้ง

กินแล้วดี  ผู้ที่ท้องเสีย  นอนไม่หลับและหงุดหงิด

ไม่ควรกิน  ผู้ที่ท้องผูก

ตัวยาใดบรรเทาอาการวิงเวียนและปวดศีรษะ

สามารถใช้ตัวยา เช่น ดอกเก๊กฮวยและสมุนไพรเทียนหมา (rhizome gastrobiae) ในการบำรุงรักษาร่างกาย

ดอกเก๊กฮวย

     ลักษณะ  มีฤทธิ์เย็น  รสหวาน

สรรพคุณ แก้กระหายบรรเทาอาการปวดศีรษะ  ช่วยให้เจริญอาหาร ปรับระบบย่อยและการขับถ่ายในร่างกายให้ดีขึ้น  ขับลมในลำไส้บำรุงประสาท  สายตา  ตับ  และปอด

รักษาอาการ  ปวดศีรษะเนื่องจากลมหนาว  วิงเวียนศีรษะ  ผิวหนังแห้งกร้าน  และคอแห้งผาก

ปริมาณการใช้  ตัวยา 10-20 กรัมต่อวัน  และยาจีนแผนปัจจุบัน 0.5-2 กรัมต่อวัน  พิจารณาปริมารการใช้ยาตามอาการป่วยและสภาพร่างกาย

การเลือกซื้อและเก็บรักษา เลือกซื้อดอกเก๊กฮวยสดที่ตากแดดจนแห้งและมีสีสันค่อนข้างขาว  ไม่ควรซื้อดอกที่สีเหลืองคล้ำและเหี่ยวและควรเก็บไว้ในที่แห้ง

     กินแล้วดี ผู้ที่วิงเวียนศีรษะหรือปวดศีรษะ เนื่องจากลมหนาวหรือลมร้อน  ผู้ที่ดวงตาร้อนผ่าวและบวมเจ็บ  ผู้ที่น้ำตาไหลมาก

ไม่ควรกิน ผู้ที่กระเพาะอาหารอ่อนแอและมีแผลเปื่อยในกระเพาะอาหาร

สมุนไพรเทียนหมา (rhizomacastrodiae)

     ลักษณะ มีฤทธิ์เป็นกลาง รสหวาน

สรรพคุณ  บำรุงหยินและไต ยับยั้งหยาง  ทำให้เลือดลมไหลเวียนสะดวก  บรรเทาอาการตะคริว  รสอาการปวดศีรษะ

รักษาอาการ  วิงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ  มือและเท้าชา  เป็นตะคริวรู้สึกชา  โรคประสาทอ่อนๆ นอนไม่หลับและปวดตามข้อ

ปริมาณการใช้  ตัวยา 10-20 กรัมต่อวัน  และยาจีนแผนปัจจุบัน 0.5-2 กรัมต่อวัน  พิจารณาปริมาณการใช้ยาตามอาการป่วยและสภาพร่างกาย

การเลือกซื้อและเก็บรักษา  สมุนไพรเทียนหมาที่ผ่านกรรมวิธีจะถูกกดทับจนแบน  รูปทรงกลมรีค่อนข้างยาว  มีรอยย่นเล็กน้อย  ปลายยอดมีลักษณะแหลมคล้าย “ปากนกแก้ว” หน่อมีสีน้ำตาลแดง  ส่วนปลายมีปุ่มกลมๆ สีออกเหลืองอ่อนหรือสีเหลืองอมน้ำตาลอ่อน  ควรเก็บในที่แห้งที่มีอากาศถ่ายเท

กินแล้วดี ผู้ที่เป็นตะคริวเนื่องจากลมบ้าหมู  และผู้ที่วิงเวียนและปวดศีรษะ

ไม่ควรกิน ผู้ที่กระเพาะอาหารอ่อนแอ  มีแผลเปื่อยในกระเพาะอาหาร  และผู้ที่ระบบย่อยอาหารไม่ดี

ตัวยาใดบรรเทาอาการขี้ลืม

สามารถใช้ตัวยาโสมและวอลนัต ในการบำรุงร่างกาย

โสม

     ลักษณะ โสมเกาหลีมีฤทธิ์อุ่น โสมจีนและโสมอเมริกามีฤทธิ์เย็น รสหวานอมขมเล็กน้อย

สรรพคุณ  บำรุงกำลัง บำรุงสมอง ช่วยให้ความจำดีขึ้น ทั้งบำรุงปอด ไต หัวใจ

ปริมาณการใช้  ตัวยา 10-20 กรัมต่อวัน  และยาจีนแผนปัจจุบัน 0.5-2 กรัมต่อวัน พิจารณาปริมาณการใช้ยาตามอาการป่วยและสภาพร่างกาย

การเลือกซื้อและเก็บรักษา  เมื่อรากโสมหรือแผ่นโสมโดนลมจะเกิดความชื้น ขึ้นรา จึงเสียง่าย จึงควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์จากโสมจากร้านค้าหรือตัวแทนจำหน่ายที่เชื่อถือได้ โสมที่หั่นเป็นแผ่นๆ ควรเก็บในภาชนะที่มีฝาปิดสนิท

กินแล้วดี ผู้ที่เลือดลมไม่สมบรูณ์ อ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ ร่างกายอ่อนแอเป็นเวลานาน

ไม่ควรกิน  ผู้ที่ร่างกายร้อนผ่าว คอแห้งผาก และผู้ที่กระสับกระส่ายว้าวุ่นใจเป็นประจำ

วอลนัต

     ลักษณะ  มีฤทธิ์ร้อนไม่มีพิษ รสหวาน

สรรพคุณ บำรุงไต สมอง ปอด และเลือดลม บำรุงลำไส้ ช่วยให้เอวและหัวเข่าแข็งแรง ระงับอาการไอและหอบ

รักษาอาการ ไอ หอบ ปวดเอวและหัวเข่าเนื่องจากความหนาว  ปัสสาวะบ่อย ท้องผูก มีแผลเน่าเปื่อย

ปริมาณการใช้ ตัวยา 10-20 กรัมต่อวัน  และยาจีนแผนปัจจุบัน 0.5-2 กรัมต่อวัน พิจารณาปริมาณการใช้ยาตามอาการป่วยและสภาพร่างกาย

การเลือกซื้อ ควรเลือกซื้อวอลนัตที่ยังมีเปลือกอยู่ เมื่อจะกินจึงค่อยแกะเปลือก เนื่องจากวอลนัตที่กะเทาะเปลือกแล้วจะสูญเสียสารอาหารได้ง่ายมาก ต้องรีบกินให้หมด ถ้ามีกลิ่นเหม็นหืนไม่ควรกิน

กินแล้วดี  ผู้ที่นอนไม่หลับเรื้อรัง ผู้ป่วยโรคประสาทอ่อนๆ และมีอาการหลงลืมง่าย

ไม่ควรกิน ผู้ที่ไอแห้ง เสมหะเหนียว และผู้ที่ร่างกายอ่อนแอ

 

Facebook Comments

ร่วมแสดงความคิดเห็น