มารู้จักวัยทองกันเถิด

เมื่อคุณใกล้ถึงวัยทอง ( menopause) หรือก้าวเข้าสู่วัยทอง แน่ละจะต้องมีคำถามมากมาย “วัยทองคือโรคชนิดหนึ่งหรือป่าว ต้องรักษาด้วยฮอร์โมนหรือไม่ควรดูแลร่างกายอย่างไร  แล้วควรตรวจสุขภาพรายการใดบ้าง”  ข้อสงสัยเหล่านี้จะได้รับคำตอบแล้ว!

วัยทองคือโรคชนิดหนึ่งหรือเปล่า

วัยทองไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บ  แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจในช่วงชีวิตหนึ่งของคนเรา

วัยทอง = การเปลี่ยนแปลง

    สำหรับผู้หญิง  วัยทองหมายถึงภาวะหมดประจำเดือน  เนื่องจากรังไข่หยุดผลิตฮอร์โมนเพศหญิงหรือ  “เอสโทนเจน”  ตามกลไกลธรรมชาติ ทำให้สภาพในร่างกายแปลกไป และจิตใจแปรปรวน  ดังนั้นวัยทองจึงไม่ใช่โรคภัยไข้เจ็บ  แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน  ซึ่งผู้หญิงทุกคนต้องผ่านช่วงเวลานี้ทั้งนั้น  ไม่ช้าก็เร็วอาการมากน้อยแตกต่างกัน

ส่วนผู้ชายก็เข้าสู่วัยทองได้เช่นกัน  แต่จะช้ากว่าผู้หญิงประมาณ 10 ปี เนื่องจากฮอร์โมนเพศชายหรือ “เทสทอสเทอโรน”  จะค่อยๆลดลง การเปลี่ยนแปลงของร่างกายจึงค่อยเป็นค่อยไป อาการก็จะไม่ค่อยแตกต่างจากผู้หญิงมากนัก  อาการวัยทองของผู้ชายยังไม่เป็นที่รับรู้ในวงกว้าง  ฉะนั้นเมื่อคนทั่วไปพูดถึงวัยทอง  ส่วนใหญ่มักจะหมายถึงช่วงวัยทองของผู้หญิง

อาการทางร่างกาย

ผู้หญิงที่อายุมากกว่า 35 ปี รังไข่จะผลิตฮอร์โมนเอสโทรเจนและโพรเจสเทอโรน ลดลง  อาการเริ่มแรกประจำเดือนจะมาไม่ปกติ  อาจมาเร็วขึ้นหรือช้าลงเล็กน้อย  ส่วนปริมาณก็อาจมากขึ้นหรือน้อยลงจากเดิมนอกจากนี้จำนวนรวมของวันที่มีประจำเดือนก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย

ช่วงวัยทองที่ประจำเดือนเริ่มแปรปรวนก็แตกต่างไปในแต่ละคน  บางคนพอ 40 ต้นๆ ก็อาจมีประจำเดือนปีละไม่กี่ครั้ง  ขณะที่บางคนมาตรงเวลาทุกเดือน  ยังมีสถิติระบุว่า  การสูบบุหรี่อาจทำให้วัยทองมาก่อนเวลาอันควร 1 ปีครึ่ง  นอกจากนี้ปัจจัยอื่นๆ เช่น การได้รับสารอาหารไม่ครบกรรมพันธุ์  ซูบผอมเกินไป  เคยได้รับการผ่าตัดมดลูก ฯลฯ ก็อาจเป็นสาเหตุให้ภาวะวันทองมาถึงเร็วยิ่งขึ้น

ช่วงวัยทองของผู้หญิง  คืออายุประมาณ 45-55 ปี แต่โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้หญิงไทยมักจะหมดประจำเดือนอายุ 50 ปี การหมดประจำเดือนนี้หมายความว่า  ประจำเดือนขาดช่วงเป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี ซึ่งทำให้ระดับฮอร์โมนเอสโทรเจนในร่างกายลดลงไปมาก  ส่งผลให้ร่างกายขาดสมดุลภายในต่างๆ  เกิดอาการไม่สบายเล็กๆน้อยๆ เช่นปวดเมื่อยไหล่ ปวดศีรษะ ปวดเอว หัวใจเต้นเร็ว แรง ไม่เป็นจังหวะ มื้อเท้าเย็น และเหงื่อออกมากขณะหลับ ฯลฯ  ซึ่งถ้าอาการรุนแรงต้องได้รับการรักษา

 

อาการทางจิตใจ

ฮอร์โมนเอสโทรเจนที่ลดลง  นอกจากส่งผลทางร่างกายแล้ว ยังส่งผลต่อจิตใจด้วย  โดยบางครั้งผู้เข้าสู่วัยทองจะรู้สึกว่าจู่ๆ  ตังเองก็มีน้ำตาไหลนองหน้าหรือไม่ก็ว้าวุ่นใจมากะทันหัน  เมื่อบวกกับเป็นช่วงเวลาที่ลูกหลานต่างแยกย้ายไปมีครอบครัว  จึงยิ่งอาจทำให้จิตใจหดหู่ซึมเศร้า

ภาวะวัยทองจึงเป็นเรื่องที่ผู้หญิงทุกคนต้องเรียนรู้และเข้าใจ ต้องเปลี่ยนมุมมองให้ได้  เพื่อไม่ไห้กลายเป็นวิกฤตชีวิตที่ทำลายความสัมพันธ์ในชีวิตรัก  ความอบอุ่นในครอบครัว  และหน้าที่การงาน

Tips

ผู้หญิงที่ตัดมดลูกทิ้งแล้วจะมีอาการวัยทองหรือไม่

ผู้หญิงที่ตัดมดลูกทิ้งก่อนถึงช่วงวัยทอง  ถ้าเหลือรังไข่เอาไว้ข้างหนึ่งเมื่อถึงอายุประมาณ 40-50 ปีก็อาจเกิดอาการวัยทองได้  แต่ถ้าตัดรังไข่ออกทั้งสองข้างก็อาจมีอาการวัยทองก่อนเวลา  หากอาการรุนแรง  ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษา

 

อาการในช่วงวัยทองมีอะไรบ้าง

อาการที่พบบ่อย ได้แก่ หัวใจเต้นเร็ว แรง เหงื่อออกมากขณะหลับ ร้อนวูบวาบ

ขี้หงุดหงิด ซึ่งยังมีอาการอื่นๆ อีกมากมายที่คุณควรรู้ไว้เพื่อรับมื้อได้ทัน

แพทย์จะเรียกอาการมากมายในช่วงวัยทองว่า “กลุ่มอาการวัยทอง” ส่วนอาการที่รุนแรงจนถึงขั้นต้องรักษานั้นเรียกว่า “อุปสรรคของวัยทอง” ทุกคนต้องเข้าช่วงวัยทอง  แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะต้องออกอาการ  และอาการของแต่ละคนก็แตกต่างกัน

 

  1. อาการที่พบบ่อยในวัยทอง
  2. ประจำเดือนแปรปรวน แบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ ระยะห่างของประจำเดือนยาวขึ้น ประจำเดือนมาไม่ปกติ และหมดประจำเดือนโดยไร้สัญญาณบ่งบอกใดๆ
  3. เหงื่อออกมาก ร้อนวูบวาบ (hot flash) เป็นอาการร้อนวูบวาบตามหน้าอก ลำคอ และใบหน้า และผิวหนังทั้งสามจุดนี้มีลักษณะแดงๆ บางครั้งเหงื่ออกตอนกลางคืนหรือขณะหลับ  ทั้งที่อากาศเย็นจนนอนไม่หลับ
  4. หัวใจเต้นเร็ว แรง ไม่เป็นจังหวะ คุณอาจรู้สึกหัวใจเต้นเร็วขึ้นมาอย่างกะทันหันโดยไม่รู้สาเหตุ
  5. ผิวแห้ง ผิวหนังแห้งผาก แพ้ง่าย คันยุบยิบตามเนื้อตัว มีรอยเหี่ยวย่นเพิ่มขึ้น เส้นผมหยาบกระด้างและเริ่มหงอก
  6. เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ การลดลงของฮอร์โมนเอสโทรเจนทำให้เนื้อเยื่อของช่องคลอดบางลง น้ำล่อลื่นลดลง ช่องคลอดแห้งจึงทำให้เจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์ อาจเกิดอาการแสบคันบริเวณช่องคลอดด้วย
  7. กลั้นปัสสาวะได้ไม่ดี การเสื่อมประสิทธิภาพของท่อปัสสาวะ และกล้ามเนื้อ

หูรูดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้กลั้นปัสสาวะได้ไม่นาน เวลาหัวเราะ ไอหนือจาม  ปัสสาวะอาจเล็ดออกมา  หรืออาจปัสสาวะแสบๆขัดๆ

  1. กลุ่มอาการก่อนมีประจำเดือน ก่อนมีประจำเดือนอาจมีอาการ เช่น อารมณ์แปรปรวน ปวดศีรษะ เต้านมขยายและเจ็บนอนไม่หลับ ฯลฯ
  2. วิงเวียน ปวดศีรษะ เมื่อตื่นนอนตอนเช้า พอจะลุกขึ้นยืนก็รู้สึกวิงเวียนหรือปวดศีรษะ กระทั่งมีอาการคลื่นไส้อาเจียนและไม่เจริญอาหาร
  3. ปวดเอว เมื่อยหลัง การลดลงของฮอร์โมนเอสโทรเจนส่งผลให้กระดูกเปราะบาง เกิดความเสื่อมของข้อต่อกระดูกต่างๆ บวกกับกล้ามเนื้อบริเวณเอวและบั้นท้ายอ่อนแอลง จึงมีอาการปวดเมื่อยตามตัวได้ง่าย
  4. บุคลิกและอารมณ์แปรปรวน มีอาการหงุดหงิดง่าย ซึมเศร้า เครียด อ่อนไหวต่อสิ่งต่างๆมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศหญิงนั่นเอง

 

  1. อุปสรรคที่พบบ่อยในวัยทอง
  2. ความอ้วน ช่วงวัยทองน้ำหนักจะขึ้นง่าย เนื่องจากการผลิตฮอร์โมนหญิงน้อยลง และอัตราการเผาอาหารจึงค่อยๆลดลง ไขมันในร่างกายจึงเพิ่มขึ้น บวกกับถ้าไม่ได้ออกกำลังกาย ก็เสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนง่ายดาย
  3. โรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ ฮอร์โมนเพศหญิง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งฮอร์โมนเอสโทรเจน) มีส่วนช่วยรักษาระบบหายใจและหลอดเลือดหัวใจ เพราะช่วยควบคุม LDL คอเลสเตอรอล (ไข่มันที่ไม่ดีต่อร่างกาย) และช่วยเพิ่ม HDL คอเลสเตอรอล (ไขมันที่ดีต่อร่างกาย) จึงไม่ทำให้ไขมันอุดตันที่หลอดเลือด แต่เมื่อการผลิตฮอร์โมนเอสโทรเจนลดลง LDL คลอเลสเตอรอลสูงขึ้น แล้วไปสะสมอยู่ที่ผนังหลอดเลือด ทำให้เส้นเลือดใหญ่แข็งตัว ก่อให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจตามมา
  4. ภาวะกระดูกพรุน เนื่องจากขาดฮอร์โมนเอสโทรเจน แคลเซียมในเนื้อกระดูกจึงสูญสลายไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นผู้หญิงวัยทองจึงกระดูกพรุน มีโอกาสเสี่ยงต่อกระดูกหักมากขึ้น
  5. อาการทางลำไส้และกระเพาะอาหาร หลังจากการกินอาหารผู้ที่อยู่ในวัยทองรู้สึกแน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ อันเนื่องมาจากระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติการบีบตัวของลำไส้และกระเพาะอาหารช้าลง บางรายอาจมีอาการท้องผูก ท้องเสียหรือผายลมตลอดเวลา
  6. โรคเกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะ เนื่องจากการลดฮอร์โมนเอสโทรเจนในช่วงวัยทอง ทำให้การยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะลดลง เกิดการเสื่อมของท่อปัสสาวะและกล้ามเนื้อหูรูด ส่งผลให้เกิดโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ปัสสาวะเล็ด กลั่นปัสสาวะไม่ค่อยได้

 

ภาวะวัยทองจะเกิดกับคุณได้หรือไม่

เมื่อคุณอายุเข้าปลายๆ 40 แล้วรู้สึกว่าอาการไม่สบายบางอย่างกระทบการใช้ชีวิตแล้วละก็ ก่อนอื่นคุณสามารถประเมิณตังเองจากตารางข้างล่างนี้ แล้วให้แพทย์ใช้เป็นข้อมูลในการวินิจฉัยได้

การรักษาด้วยฮอร์โมน

    การรักษาด้วยฮอร์โมน (hormonal  therapy) คือการเสริมฮอร์โมนเพศหญิงทดแทนที่ขาดหายไปหลังวัยหมดประจำเดือน หรือหลังจากผ่าตัดเอารังไข่ทั้งสองข้างออก  ซึ่งฮอร์โมนดั้งกล่าวมีทั้งฮอร์โมนเอสโทรเจนและฮอร์โมน LH (luteinizing hormone ฮอร์โมนซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นให้ไข่ตก)

ผู้หญิงที่ยังมีมดลูกแต่หมดประจำเดือนแล้ว  ปัจจุบันใช้การรักษา 3 วิธี คือ

  1. รักษาด้วยฮอร์โมนเอสโทรเจน 21 วัน และโพรเจสเทอโรน 10 วัน แพทย์จะให้ฮอร์โมนเอสโทรเจนและโพสเจสเทอโรนเป็นรอบๆ โดยผู้เข้ารับการรักษาจะได้รับฮอร์โมนเอสโทรเจนตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 21 ของรอบการรักษา  และได้รับฮอร์โมนโพสเจสเทอโรนในช่วง 10 วันสุดท้าย  จากนั้นก็หยุดฮอร์โมนทั้งสองพร้อมกัน
  2. รักษาด้วยฮอร์โมนเอสโทรเจนทุกวัน และโพรเจสเทอโรน 12-14 วัน  แพทย์จะให้ฮอร์โมนเอสโทรเจนทุกวันตลอดการรักษา  และให้ฮอร์โมนโพสเจสเทอ-โรน 12-14 วันต่อเดือน
  3. รักษาด้วยฮอร์โมนอย่างต่อเนื่อง แพทย์จะให้ฮอร์โมนเอสโทรเจนและโพสเจสเทอโรนควบคู่กันทุกวัน

สำหรับผู้หญิงที่ตัดมดลูกออกแล้ว  จะได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมนเอสโทรเจนทดแทนเพียงชนิดเดียว  ส่วนวิธีใช้ฮอร์โมนก็มีทั้งกิน  ใช้ครีมทาใช้เม็ดยาสอดช่องคลอด  หรือใช้แผ่นแปะผิวหนัง

หลักเกณฑ์การรักษาด้วยฮอร์โมน

  1. หลังจากผ่านการตรวจวินิจฉัยของแพทย์ รวมทั้งทำความเข้าใจแล้ว  แพทย์จะให้การรักษาตามอาการของแต่ละบุคคล
  2. ควรเริ่มใช้ยาจากปริมาณน้อยๆ พร้อมทั้งรักษาปริมาณการใช้ยาต่ำที่สุด  รวมทั้งควบคุมระยะเวลาการใช้ยาให้สั้นที่สุดที่จะสามารถรักษาอาการให้ดีขึ้น
  3. ช่วงกินยาฮอร์โมน ควรกำหนดวันเวลาในการตรวจร่างกายและตรวจภายในทุกปี

คุณเข้าข่ายต้องรักษาด้วยฮอร์โมนหรือไม่

ผู้ที่สมควรจะได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมน ได้แก่

  1. ผู้ที่มีอาการวัยทองรุนแรงถึงขั้นส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต
  2. ผู้ที่ท่อปัสสาวะฝ่อและมีปัญหาเกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธุ์
  3. ผู้ที่หมดประจำเดือนระยะแรก แต่มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคกระดูกพรุนสูง

อาการข้างเคียงจากการใช้ฮอร์โมนทดแทน

  1. เลือดออกผิดปกติ หลังจากหมดประจำเดือน  การรักษาด้วยฮอร์โมน  บางครั้งจะมีเลือดออกทางช่องคลอด  เนื่องจากฮอร์โมนทดแทนนั้นเข้าไปกระตุ้นเยื่อบุโพรงมดลูก
  2. เต้านมขยายใหญ่ ฮอร์โมน LH ทำให้เต้านมขยายใหญ่ได้
  3. ร่างกายบวมน้ำ ฮอร์โมน LH อาจทำให้มีอาการบวมน้ำก่อนมีประจำเดือน
  4. เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก ผู้ที่ไม่ได้ตัดมดลูกแต่ใช้ฮอร์โมนเอส- โทรเจนเพียงอย่างเดียวในการรักษา จะมีโอกาสเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกสูง  ดังนั้นจึงควรได้รับฮอร์โมนโพรเจสเทอโรนทดแทนด้วย  เพื่อป้องกันไม่ให้เยื่อบุโพรงมดลูกหนาตัว  ลดโอกาสเสี่ยงของการเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
  5. เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม การรักษาด้วยฮอร์โมนทั้งเอสโทรเจนละโพรเจสเทอโรนมีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเต้านม  แต่ก็ขึ้นอยู่กับจำนวนปีของการได้รับฮอร์โมนด้วย  ดังนั้นระหว่างการรักษา  จึงจำเป็นต้องได้รับการตรวจร่างกายและตรวจแมมโมแกรมเป็นประจำ

ข้อควรระวังในการรักษาด้วยฮอร์โมน

  1. ห้ามใช้เด็ดขาด
  • หญิงมีครรภ์
  • ผู้มีเลือดออกทางช่องคลอดโดยไม่ทราบสาเหตุและมีเนื้องอก
  • ผู้ป่วยโรคตับ
  • ผู้ที่เคยเป็นหรือเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
  • ผู้ที่เป็นโรคผนังหลอดเลือดดำอักเสบหรือลิ่มอุดตันหลอดเลือดดำ
  1. ผู้ที่ต้องใช้อย่างระมัดระวัง
  • ผู้ที่เป็นความดันโลหิตสูง เป็นลมเนื่องจากเส้นโลหิตในสมองแตกและไขมันในเลือดสูงชนิดพันธุกรรม
  • ผู้ที่เป็นซีสหรือถุงน้ำเต้านม
  • ผู้ที่มีเนื้องอกในมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่  หรือเซลล์ของเยื่อบุโพรงมดลูกเพิ่มทากขึ้น
  • ผู้ที่ปวดศีรษะไมแกรน
  • ผู้เป็นหลอดเลือดดำอักเสบชนิดเรื้อรัง
  • ผู้ป่าวเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดี
  • ผู้หญิงสูบบุหรี่ที่อายุ 35 ปีขึ้นไป
Tips
เมื่อเกิดผลข้างเคียง  จะทำอย่างไร

    เมื่อเริ่มฮอร์โมนทดแทนแล้วเกิดการเลือดออกบริเวณช่องคลอดเต้านมคัดตึง เจ็บ คลื่นไส้ อาเจียน เกิดอาการบวมน้ำ  ฯลฯ  จะต้องรีบปรึกษาแพทย์ทันที  และหาวิธีรักษาที่จะส่งผลข้างเคียงน้อยที่สุด  เนื่องจากแต่ละคนต่างก็มีปฏิกิริยาแตกต่างกัน  แล้วคุณจะได้รู้อาการที่เกิดขึ้นเป็นการตอบสนองตามปกติของร่างกายตัวเองหรือไม่

 

      

 

 

 

ต้องตรวจร่างกายในช่วงวัยทองอย่างไร

การตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปีเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องทำ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้หญิงวัยทอง  เพื่อจะได้ป้องกันโรคร้าย  หากพบจะได้รักษาแต่เนิ่นๆ  สิ่งที่ควรตรวจมีดังนี้

  1. ตรวจระดับความหนาแน่นของกระดูก เพื่อวินิจฉัยภาวะกระดูกพรุน
  • การตรวจขั้นแรก: จะวัดความหนาแน่นของกระดูกมือและเท้าถ้าพบว่าความหนาแน่นของกระดูกต่ำเกินไป  ถึงจะใช้เครื่องมื้อวัดค่าความหนาแน่นของกระดูก คือ Dual-energy  X-ray  Absorptiometry (DXA) ซึ่งค่อนข้างแม่นยำมาตรวจอย่างละเอียด
  • การตรวจ DXA: หากมีประวัติเคยป่วยเป็นโรคกระดูกบาง  ควรใช้เครื่องตรวจ DXA  ในการตรวจกระดูกสันหลัง  กระดูกสะโพก กระดูกต้นขา ปลายกระดูกข้อมือ  แล้วแปลผลออกมาเป็น T-score
หลักเกณฑ์วินิจฉัยค่า T-score ขององค์การอนามัยโลก  
           ค่า T-score การวินิจฉัย
-1 หรือ ความหนาแน่นมวลกระดูกปกติ
ระหว่าง -1 ถึง  -2.5 กระดูกบาง
ต่ำกว่า -2.5 ภาวะกระดูกพรุน
  1. การตรวจทางชีวเคมี: ตรวจความเข้มข้นของแคลเซียมและฟอสฟอรัสในเลือดและปัสสาวะ  ตรวจค่าไทรอยด์ฮอร์โมน  ตรวจวิตามินดีและการเผาผลาญ  วัด non-collagen protein ในกระดูก ฯลฯ

 

 

ควรตรวจเมื่อไร
        ผู้ป่วยโรคกระดูกบางควรได้รับการตรวจหนาแน่นของเนื้อกระดูกเป็นประจำทุกครึ่งปีหรือทุกปี  โดยควรตรวจกับแพทย์คนเดิม  เครื่องวัดค่าความหนาแน่นเครื่องเดิม  และวัดกระดูกชิ้นเดิม  เพราะเครื่องตรวจที่ต่างกันก็ให้ผลการตรวจที่ต่างกันเล็กน้อย

สำหรับผู้ที่ตรวจความหนาแน่นกระดูกครั้งแรกแล้วผลออกมาปกติ อีก 5 ปี ข้างหน้าก็ควรตรวจซ้ำอีกครั้ง   อย่างไรก็ดีถ้าตรวจได้ต่อเนื่องเป็นประจำ  ก็จะเห็นความเร็วในการสูญสลายของเนื้อกระดูกได้อย่างชัดเจน  จะได้หาทางป้องกันทันท่วงที

  1. ตรวจเต้านม
  2. วิธีตรวจเต้านมด้วยตัวเอง
  3. สังเกตจากภายนอก: ดูว่าเต้านมทั้งสองข้างสมดุลกันหรือไม่ผิวบริเวณเต้านมมีรอยย่นผิดปกติ  บวมแดง  มีแผลเปื่อยหรือผิวหนังลอกหรือไม่ หัวนมบุ๋มหรือมีน้ำออกมาหรือไม่
  4. ตรวจโดยการคลำ: ใช่ปลายนิ้วกด วนให้ทั่วเต้านม  รวมทั้งกระดูกไหลปลาร้าและต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้  และใช้นิ้วหัวแม่มื้อและนิ้วชี้จับหัวนมเบาๆ  แล้วกดใต้หัวนมว่ามีก้อนแข็งๆหรือไม่  นอกจากนี้ควรบีบหัวนมทั้งสองข้างว่ามีของเหลวออกมาไหม  ถ้าผิดปกติ  ต้องรีบพบแพทย์
ควรตรวจเมื่อไหร่
     ทุกเดือนหลังมีประจำเดือนไปแล้ง 1 สัปดาห์  ควรใช้เวลาประมาณ 5-10 นาทีในการตรวจคลำเต้านมด้วยตนเอง  ส่วนผู้หญิงที่หมดประจำเดือนวัยทอง  หรือตั้งครรภ์ก็ควรตรวจเต้านมด้วยตัวเองเดือนละครั้งเป็นประจำเพื่อตรวจความผิดปกติ  เช่น  เนื้องอก  มะเร็ง ฯลฯ

 

  1. วิธีตรวจด้วยเคลื่อนแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI Breast) เครื่องแมมโมแกรม  และเครื่องอัลตราซาวด์:  ถ้าคุณได้รับการรักษาด้วยฮอร์โมนนาน  3-6  เดือนขึ้นไป  หรือถ้าพบก้อนเนื้อจาการตรวจคลำหน้าอกด้วยตัวเอง  คุณจะต้องได้รับการตรวจด้วยวิธีนี้
ควรตรวจเมื่อไหร่
         ผู้หญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป  ควรไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจเต้านมด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI Breast) เครื่องแมมโมแกรม  และเครื่องอัลตราซาวด์ทุกปี โดยเปลี่ยนวิธีตรวจในแต่ละปี  เพื่อดูความผิดปกติ  เช่น เนื้องอก  มะเร็ง ฯลฯ
  1. ตรวจปากมดลูก

    ผู้หญิงอายุ 30 ปีขึ้นไป  ควรได้รับการตรวจปากมดลูก  เพราะจะทำให้รู้ได้ว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกหรือไม่  ซึ่งใช้เวลาตรวจไม่นานเพียง 10 นาทีก็เสร็จ

ควรตรวจเมื่อไหร่
          ถ้าเป็นผู้หญิงที่เคยมีเพศสัมพันธ์  ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่  ก็ควรได้รับการตรวจปีละครั้ง  ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการตรวจคือหลังจากประจำเดือนหมดจนถึงก่อนไข่ตก  แล้วภายใน 24 ชั่วโมงก่อนตรวจภายใน  ไม่ควรล้างทำความสะอาดช่องคลอดหรือมีเพศสัมพันธ์  เพื่อไม่ให้ผลการตรวจคลาดเคลื่อน
  1. ตรวจภายในด้วยวิธีอัลตราซาวด์

เนื่องจากรังไข่ของผู้หญิงวัยทองหยุดสร้างฮอร์โมนเพศหญิง  ดังนั้นจึงมีโอกาสเสี่ยงของการเกิดมะเร็งที่ระบบอวัยวะสืบพันธุ์สูง  อีกทั้งยังตรวจพบได้ยาก  ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องตรวจเป็นประจำ  ซึ่งการอัลตราซาวด์จะตรวจพบว่ามีเนื้องอกในมดลูกหรือไม่

ควรตรวจเมื่อไหร่
หาโอกาสตรวจให้ได้ปีละ 1 ครั้ง
  1. ตรวจร่างกายปีละครั้ง

    การตรวจสุขภาพร่างกายปีละครั้ง  จะทำให้พบอาการผิดปกติภายในร่างกายตั้งแต่เนิ่นๆ  และรักษาได้ทันท่วงที  ซึ่งการตรวจร่างกายที่จำเป็นพื้นฐาน  ได้แก่  ตรวจระบบคอเลสเตอรอลในเลือด  น้ำตาลในเลือดความดันโลหิต  เอกซเรย์ปอด  ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ  เป็นต้น

 

ป้องกันมะเร็งที่พบบ่อยได้อย่างไร

โรคมะเร็งที่เกิดกับผู้หญิงและพบบ่อย  ได้แก่  มะเร็งเต้านม  มะเร็งปากมดลูก  มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก  และมะเร็งรังไข่  ผู้หญิงวัยทองควรทำความเข้าใจและป้องกันแต่เนิ่นๆ  เรามาทำความเข้าใจกัน…

ถ้าไม่ไห้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพและการออกกำลังกาย  พอเข้าวัยชราก็จะยิ่งเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งได้ง่ายมาก การใช้ฮอร์โมนทดแทนก็อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงจนเกิดเป็นมะเร็งได้เช่นกัน  ดังนั้น  ผู้หญิงวัยทองจึงต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันมะเร็งเป็นพิเศษ  โดนเฉพาะผู้ที่ครอบครัวมีประวัติเป็นมะเร็งมาก่อน  ยิ่งต้องตรวจร่างกายเป็นประจำ  และดูแลตัวเองให้มีสุขภาพกายและใจแข็งแรง

 

  1. มะเร็งปากมดลูก
  • อาการ-วิธีตรวจ

ในระยะแรก  มะเร็งชนิดนี้อาจไม่แสดงอาการอะไรเลย  จะปรากฏอากาต่างๆ  ในระยะหลัง  เช่น  ตกขาวเพิ่มมากขึ้น  มีของเหลวเหนียวข้นเป็นลิ่มเลือด  หรือมีเลือดออกผิดปกติ  ซึ่งมีเพียงการตรวจปากมดลูกเท่านั้นที่จะตรวจพบมะเร็งปากมดลูกได้

  • การรักษา

แพทย์จะใช้วิธีรักษา 3 แบบคือ  เคมีบำบัด  การฉายรังสี  และการผ่าตัด สำหรับการผ่าตัด  แพทย์จะพิจารณาอาการของคนไข้ว่าควรผ่าตัดเอามดลูกออกทั้งหมด  หรือผ่าตัดเอาต่อมน้ำเหลืองที่อุ้งเชิงกราน  และส่วนที่ผิดปกติบริเวณรอบปากมดลูกออกด้วยหรือไม่

  1. มะเร็งเต้านม
  • อาการ-วิธีการตรวจ

       อาการหลักๆ คือจะมีก้อนเนื้อในเต้านม  มีทั้งแบบเจ็บและไม่เจ็บหัวนมบุ๋ม  มีของเหลวออกจากหัวนม  (ถ้ามีเลือดติดออกมาด้วย  จะเป็นอาการที่ฟ้องชัดมาก)  ลักษณะของเต้านมเปลี่ยนไป มีรอยบุ๋มหรือรอยนูนขึ้นมาเฉพาะจุด  ผิวหนังบริเวณเต้านมลอก  มีรอยบวมแดงหรือแผลเปื่อยเป็นหนอง  ต่อมน้ำเหลืองใต้รักแร้บวมโต  โดยปกติจะตรวจพบมะเร็งชนิดนี้จากการคลำเต้านมด้วยตัวเอง  หรือตัวด้วยเครื่องแมมโมแกรม  คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI Breast) หรือเครื่องอัลตราซาวด์

 

  • การรักษา

        ในการรักษาทางแพทย์แผนปัจจุบัน  ถ้าเซลล์มะเร็งยังไม่แผ่กระจ่ายก็จะใช้การผ่าตัดในการตัดเต้านมออก  บวกกับการรักษาด้วยฉายรังสีหรืเคมีบำบัด

  1. มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
  • อาการ – วิธีตรวจ

มะเร็งชนิดนี้มักเกิดขึ้นกับผู้หญิงซึ่งไม่มีประจำเดือนแล้ว  อาการหลักๆ คือเลือดออกที่ช่องคลอดผิดปกติ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหลังหมดประจำเดือน

หากตรวจอัลตราซาวด์พบเยื่อบุโพรงมดลูกหนาเกินกว่า 1.8 เซนติเมตรขึ้นไป  โอกาสเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกก็สูงกว่าคนทั่วไป  ถ้าคุณเป็นโรคเบาหวาน  โรคอ้วน  และความดันโลหิตสูง  หรือเคยเป็นมะเร็งเต้านมมาก่อน  ยิ่งต้องดูแลตัวเองมากเป็นพิเศษ  เพราะโรคเหล่านี้จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูกสูง

  • การรักษา

          การรักษาหลักๆ  แพทย์จะตัดมดลูก  ปีกมดลูก  และรังไข่ออก  ถ้ามีการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง  แพทย์จะเลาะต่อมน้ำเหลืองในอุ้งเชิงกรานออก  นอกจากนี้อาจใช้การฉายรังสีร่วมกับเคมีบำบัดด้วย

 

 

 

  1. มะเร็งรังไข่
  • อาการ – วิธีตรวจ

มะเร็งรังไข่จะไม่แสดงอาการมากที่สุดใน 4 มะเร็งร้ายในผู้หญิง  เพราะรังไข่นั้นมีขนาดแค่นิ้วหัวแม่มื้อ  ขณะที่ก้อนเนื้องอกยังมีขนาดเล็กจึงทำให้ไม่รู้สึกมีอาการผิดปกติใดๆ  นอกจากนี้รังไข่ซึ่งมีอยู่สองข้าง  เมื่อข้างหนึ่งเกิดผิดปกติ  อีกข้างก็ยังทำงานได้ตามเดิม  ดังนั้นจึงยากที่จะรู้สึกถึงความผิดปกติได้  และกว่าร่างกายจะมีอาการผิดปกติก็ต่อเมื่อก้อนเนื้องอกนั้นมีขนาดโตมากขึ้น  จะมีอาการ  เช่น  ปวดท้องน้อย  การย่อยไม่ดี  ท้องบวม  ปัสสาวะบ่อย  น้ำหนักตัวเปลี่ยนแปลงเร็ว  ฯลฯ

  • การรักษา

กว่าจะตรวจพบว่าเป็นมะเร็งไข่  มะเร็งก็ลุกลามเข้าสู่ระยะสุดท้ายแล้ว  บางครั้งไม่สามารถรักษาด้วยการผ่าตัดได้  จึงจำเป็นต้องใช้เคมีบำบัดซึ่งปัจจุบัน  ยาที่ใช้ต้านมะเร็งส่วนใหญ่คือสารกดภูมิคุ้มกัน  ซึ่งมีผลข้างเคียงแก่ผู้ใช้ในระดับที่แตกต่างกัน

ตรวจรักษา-ดูแลตัวเองอย่างไรในวัยทอง

อาการของคนวัยทองมีมากมาย  จึงควรได้รับการตรวจรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ  ส่วนวิธีการดูแลตัวเองก็มีทั้งการเลือกกินอาหาร  การดูแลสภาพจิตใจ  และการรักษาด้วยแพทย์ทางเลือก

 

ต้องเลือกตรวจแผนกอะไรบ้าง

        ผู้หญิง 70-80 เปอร์เซ็นต์ปรากฏอาการต่างๆ  ในช่วงวัยทองชัดเจน  แต่ระดับความรุนแรงของอาการในแต่ละคนจะต่างกัน  ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจและปัจจัยแวดล้อม

อาการวัยทองนั้นมีมากมาย  ซึ่งอาจมีใกล้เคียงกับอาการของโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ  ถ้าอาการต่างๆไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการทำงานและการดำเนินชีวิต  ก็ไม่จำเป็นรักษาด้วยฮอร์โมน  แต่ใช้วิธีเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์  ออกกำลังกาย  ทำสมาธิ  หรือรักษาด้วยแพทย์ทางเลือก  แต่ถ้ามีอาการรุนแรงจนทนไม่ได้  และกระทบต่อการงานและชีวิตประจำวัน  ก็ควรปรึกษาแพทย์

ดังนั้นคุณควรตรวจเช็คสุขภาพร่างกายในโปรแกรมทั่วๆไปก่อนจากนั้นจึงตรวจเฉพาะทาง  เช่น ระบบประสาท หู  คอ  จมูก  หลอดเลือด  หัวใจและหัวใจ  ผิวหนัง  หรือการตรวจคัดกรองมะเร็ง  แล้วจึงไปตรวจที่แผนกสูตินรีเวชหรือแพทย์ทางเลือกเป็นขั้นตอนต่อไป  เพื่อรักษาอาการวัยทองต่างๆ  และถ้ามีปัญหาด้านจิตใจ  เช่น  กลัดกลุ้ม  กังวลใจ  เครียด  ก็สามารถขอคำปรึกษาจากจิตแพทย์ร่วมด้วยก็ได้

รักษา-บรรเทาอาการวัยทอง

แบบไม่ต้องพึ่งฮอร์โมนทดแทน

  • เลือกกินให้ดี

การเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์  เป็นวิธีพื้นฐานซึ่งดีที่สุดในบรรดาการรักษาทั้งหมด  แต่ก็ต้องใช้ความพยายามและกำลังใจเพื่อให้ลดละ  เลิกอาหารอร่อยแต่ไร้ประโยชน์

อย่างไรก็ตามควรปรึกษาแพทย์และนักโภชนากรเพื่อทำความเข้าใจกับความต้องการพลังงานของร่างกายตัวเองก่อน  แล้วค่อยทำอาหารที่เหมาะกับอาการตนเอง

  • แพทย์ทางเลือก

เช่น  วิธีของแพทย์แผนจีน  เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการรักษาด้วยฮอร์โมน  แพทย์แผนจีนจะจับชีพจรเพื่อตรวจร่างกายของคุณก่อน  จากนั้นจึงจะเลือกใช้วิธีการรักษาที่เหมาะสมกับอาการ  และเลือกวิธีที่คุณยอมรับได้โดยสะดวก

  • หาที่ปรึกษาทางด้านจิตใจ

เมื่อเข้าสู่วัยทอง  อาจหงุดหงิด  กลัดกลุ้ม  หรือเหงา  หดหู่อยู่บ่อยๆ  ถ้าพูดคุยระบายอารมณ์กับเพื่อนๆ แล้ว  ยังไม่สามารถคล้ายความรู้สึกดังกล่าวได้  คุณควรขอคำปรึกษากับจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า  เพราะหากบ่อยไว้โดยไม่ได้รับการบำบัดจากผู้เชี่ยวชาญ  อาจมีอาการซึมเศร้าขั้นรุนแรงจนถึงขั้นคิดสั้นก็ได้

 

 

 

 

 

 

การดูแลสุขภาพวัยทอง

ทำไมอาการวันทองของบางคนถึงรุนแรงเป็นพิเศษ

แต่บางคนเหมือนไม่รู้สึกอะไรเลย

คำตอบของเรื่องนี้อยู่ที่ “การดูแลตัวเองให้ดีไว้ก่อน”

ในการใช้ชีวิตของคุณนั้นเอง!

รับมื้อกับวัยทองอย่างไร

ควรเตรียมใจเป็นสำคัญ  คือ  ควรปรับสภาพอารมณ์และจิตใจ  พยายามมองโลกในแง่ดี  แล้วปัญหาต่างๆ  ที่มากับวัยทองจะผ่านพ้นไปได้

คุณนายสมร อายุ 50 ปี  กำลังประสบปัญหาเนื่องจากอาการต่างๆของวัยทองรุมเร้า  เธอมักจะวิงเวียนศีรษะ  ใจเต้นแรงไม่เป็นจังหวะจึงบ่นกับสามีและลูกเรื่อยๆ  ว่าไม่สบายตัว  แต่พวกเขากับเมินเฉย  เธอจึงคับแค้นใจ  ในแต่ละวันจึงใช้ชีวิตอย่าระทมทุกข์

ต่อมาเธอเห็นว่าคุณนายขจีที่อายุใกล้เคียงกับเธอซึ่งอยู่ข้างบ้านกลับมีหน้าตาสดชื่นแจ่มใส  พอถามไถ่ถึงรู้ว่านายขจีก็มีอาการของวัยทอง  แต่พยายามไม่เครียด  มองโลกในมุมบวก  พร้อมทั้งปรับวิธีการใช้ชีวิตของตนเองให้มีความสุขขึ้น

คุณนายสมรจึงฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า  วัยทองก็สามารถใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ไม่ยาก

 

ปรับสภาพอารมณ์และจิตใจ  เพื่อใช้ชีวิตอย่างมีความสุข

       และนี่คือ “2 วิธีปรับอารมณ์ให้เป็นสุข”

  1. ยอมรับอย่างไม่สะทกสะท้าน
  2. เผชิญหน้าด้วยการมองโลกในแง่ดี

หลายคนเมื่อถึงวัยทองแล้วไม่อาจยอมรับสภาพร่างกายที่เสื่อมถอยลงได้  เช่น  ความจำไม่ดี  ตอบสนองช้า  แต่กลัดกลุ้มเป็นกังวลจนส่งผลต่อสุขภาพ   เพราะฉะนั้นคุณควรปรับอารมณ์  จัดการกับจิตใจ  และวางแผนการดำเนินชีวิตของตัวเองเสียก่อน  แล้วยิ้มรับการมาถึงของวัยทองอย่างเต็มภาคภูมิใจ

เช่น  เมื่อพบว่าร่างกายเปลี่ยนแปลงก็ไม่หดหู่  แต่ต้องเปลี่ยนมุมคิดให้เป็นว่า   เราปลงได้ว่าสังขารคนเรานั้นไม่เที่ยง  แล้วหั่นมาใส่ใจในความเปลี่ยนแปลงนั้นโดยการออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรง  นอกจากนี้การหั่นมองโลกในแง่ดีให้มากขึ้น  ก็เป็นยาบรรเทาอารมณ์หงุดหงิดได้ในระดับหนึ่ง

อยากผ่อนคลายอารมณ์ทำอย่างไร

เนื่องจากปัจจัยทางด้านสรีระและจิตใจ  คนช่วงวัยทองอย่างคุณจึงเสี่ยงไม่ได้ที่จะเป็นกังวล  กลัดกลุ้ม  กระวนกระวาย  หงุดหงิดง่าย  คุณต้องอาศัยวิธีจัดการอารมณ์เรามาทำความเข้าใจกัน….

ทำไมจึงรู้สึกเช่นนี้

เมื่ออยู่ในช่วงวัยทอง  สภาพจิตใจจะอ่อนไหวง่าย   คุณอาจรู้สึกหลายๆ อย่างปะปนกันไปตามที่กล่าวไว้ข้างต้นเป็นประจำ  เกิดจากระดับฮอร์โมนเอสโทรเจนที่ลดลง  เพราะรังไข่หยุดผลิตฮอร์โมนนี้ไป  ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและจิตใจ

  1. วิธีการกำจัดความกลัดกลุ้ม
  2. พบปะเพื่อนฝูง ควรหาเวลาไปพบปะพูดคุย  กินอาหารร่วมกับเพื่อนๆ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยคุณได้ระบายอารมณ์ความรู้สึกได้
  3. พูดคุย ทำความเข้าใจกับสามีและลูกๆ  ควรอธิบายถึงอาการวัยทองให้พวกเขาเข้าใจ  เพราะกำลังใจ  ความเข้าใจ  และเห็นอกเห็นใจจากสามีและลูกๆ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก  ที่จะช่วยให้ผ่านพ้นในช่วงวัยนี้ไป
  4. ท่องเที่ยว ช่วงวัยทองเป็นการเริ่มต้นชีวิตในวัยปลดเกษียณอีกด้วย ร่างกายและจิตใจที่เหน็ดเหนื่อยจาการทำงานมายาวนานต้องการพักผ่อนคลาย  นี่จึงเป็นโอกาสที่คุณควรท่องเที่ยวเพื่อให้รางวัลกับตัวเอง
  5. นอนแช่ในอ่างน้ำ หากอารมณ์ไม่ดี  การนอนแช่ในอ่างน้ำก็ช่วยบรรเทาอารมณ์หม่นหมองได้  และถ้าหยดน้ำมันหอมระเหยลงในน้ำอุ่นที่แช่  เช่น มะกรูด  มะนาว  การได้สูดดมกลิ่นหอมที่ดีต่อสุขภาพก็ช่วยผ่อนคลายความตรึงเครียดได้
  6. หางานอดิเรกทำ เลือกงานอดิเรกที่ชอบ  เช่น  เล่นดนตรี  ปลูกต้นไม้  วาดรูป  เย็บปักถักร้อย  เลี้ยงสัตว์ ฯลฯ  จะช่วยให้เพลิดเพลินและเติมเต็มชีวิตคุณได้

กายและใจเหนื่อยล้าง่าย  แก้ไข้อย่างไรดี

ร่างกายของคนวัยทองจะเริ่มไม่แข็งแรง  บางครั้งแค่ทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ หรือทำงานปริมาณเท่าเดิม  แต่กลับเหนื่อยล้าเหลือเกิน  เรามาดูวิธีแก้ไขกัน…

ทำไมจึงเหนื่อยล้าง่าย

          นั่นเป็นเพราะร่างกายคุณค่อยๆ เสื่อมสภาพตามธรรมชาติ  ยิ่งถ้าใช้พลังสมองและร่างกายไปในช่วงวัยหนุ่มสาวอย่างหนัก  ก็อาจส่งผลให้เกิดอาการหรือโรคแทรกซ้อนขึ้นในวัยนี้ได้

พักผ่อนให้เต็มที่

          เมื่อรู้สึกเริ่มอ่อนแรง  แสดงว่าร่างกายต้องการพักผ่อนแล้ว  ผลการวิจัยชิ้นหนึ่งรายงานว่า  ในแต่ละวันคนเราควรได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ  แล้วการเงียบหลับ 15-30 นาทีหลังกินมื้อเที่ยง   ก็จะช่วยให้ร่างกายสดชื่น  กระปรี้กระเปร่าขึ้น  ดังนั้นคนวัยทองจึงควรนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่เพื่อฟื้นฟูร่างกายให้กลับมามีพลัง

ผ่อนคลายด้วยอโรมาเทอราพี

          ควรผ่อนคลายร่างกายและจิตใจที่เหนื่อยอ่อนด้วยวิธีอโรมาเทอราพี  ก็เป็นวิธีที่ดี โดยหยดน้ำมันหอมระเหยที่มีสรรพคุณคลายเครียดลงในอ่างอาบน้ำ  ที่มีน้ำอุ่นอุณภูมิประมาณ 37-39 องศาเซลเซียส  ลงไปนอนแช่  หรือหยดน้ำมันหอมระเหยโรสแมรีหนึ่งหยด  ลาเวนเดอร์หนึ่งหยด  และคาโมไมล์หนึ่งหยดลงในถาดน้ำ  แล้วจุดเทียนไขหรือเปิดไฟเพื่อให้ส่งกลิ่นหอมออกมา

จะลดความฉุนเฉียวได้อย่างไร

เมื่อรู้สึกว่าตัวเองกลายเป็นคนที่ฉุนเฉียวง่าย  จำไว้เลยว่าต้องสูดลมหายใจเข้าลึกๆ  ทำอารมณ์ให้หนักแน่น  ใจเย็น  จะได้ไม่ปล่อยให้อารมณ์ที่พลุ่งพล่านกะทันหัน ส่งผลกระทบต่อคนในครอบครัวหรือเพื่อนๆ

ทำไมจึงรู้สึกร้อนใจ  ขี้วีน

ในช่วงวัยทอง  การเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนทำให้อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ  และยิ่งบวกกับภาระดูแลสมาชิกครอบครัวที่เริ่มชราภาพทั้งสามีและลูกๆ  จิตใจคุณจึงถูกกดดันตลอด  พอมีเหตุให้ต้องกังวลคุณก็จะฉุนเฉียวขึ้นมาในบัดดล  จนอาจบันดาลโทสะปุบปับ  เพราะฉะนั้นการผ่อนคลายความฉุนเฉียว จึงเป็นเรื่องที่สำคัญเลยทีเดียว

ทำความเข้าใจถึงสาเหตุ

          ทันทีที่ฉุนเฉียว  ควรจะใจเย็นๆ แล้วทำความเข้าใจว่าเป็นเพราะเรื่องอะไรที่ทำให้ตนเองวุ่นวายใจขนาดนี้  ยกตัวอย่างเช่น  ระยะหลังนี้ลูกๆ  คุณอยากจะไปเรียนต่างประเทศ  ต้องห่างไกลบ้าน  คุณจึงกังวลถึงความเป็นอยู่ของลูก  อีกทั้งคุณแม่สามีก็เกิดไม่สบายต้องรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล  ซึ่งคุณจะต้องไปอยู่เฝ้าเธอที่นั่น  นอกจากนี้  ร่างกายของคุณเองก็ไม่ค่อยสบายสักเท่าไหร่ด้วย  ความกดดันต่างๆ  นานาจึงทำให้คุณไม่อาจปรับตัวได้ทัน  แต่เมื่อมาคิดวิเคราะห์ดูดีๆ  แล้วคุณก็จะพอเข้าใจได้

วิธีดีๆ  ที่ช่วยคลายความฉุนเฉียว

          วิธีแก้ไขจากสถานการณ์ข้างต้น  เช่น  คุณต้องพูดคุยกับลูกว่าเขาจะจัดการชีวิตอย่างไร  จากนั้นก็ปรึกษาสามีถึงความกดดันในการดูแลคุณแม่สามี  เหล่านี้ก็คือรูปแบบการจัดการความกังวลต่างๆ

สรุปว่าเมื่อใดที่อารมณ์เกิดปะทุขึ้นมา  ก็ควรสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อน  อย่าพึ่งโมโหโทโสทันที  กระทั่งอารมณ์มั่นคงแน่วแน่เข้าที่แล้ว  จึงจะค่อยพูดแสดงความคิดเห็นและการตัดสินใจ

แน่นอนว่าการพูดคุยกับพี่น้องของตัวเองก็เป็นวิธีที่ไม่เลวเช่นกัน  หรือค้นหาวิธีหรืออกิจกรรมผ่อนคลายที่เหมาะสมกับตัวคุณ  เช่น  นอนแช่อ่างอาบน้ำ  ฟังเพลง  อ่านหนังสือ  ปลูกผัก  เป็นต้น  จึงจะได้ผล

 

ลดความเสี่ยงเป็นโรคเหงือกบวมอย่างไรดี

ความแก่ชราและผลจาการไม่ใส่ใจดูแลร่างกาย  โรคเหงือกบวมก็มีโอกาสมาเยือนคนวัยทองอย่างคุณได้!  มาเรียนรู้วิธีการดูแลรักษาสุขภาพฟันอย่างถูกต้องกันเถอะ!

วัยทองกับโรคเหงือกบวม

          ผู้หญิงวัยทองจะมีเหงือกร่นตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น  อีกทั้งภูมิต้านทานของร่างกายที่ลดลง  จำนวนแบคทีเรียในช่องปากจึงเพิ่มขึ้นได้ง่าย  หากทำความสะอาดภายในช่องปากไม่ดีพอ  โรคเหงือกบวมก็จะถามหาคุณ

ความรุนแรงของโรคเหงือกบวม

หากเหงือกบวมแดง  ปวดเจ็บ  และเลือดออกเวลาแปรงฟัน  แสดงว่าเริ่มมีอาการเหงือกบวม  ถ้ามีรีบรักษา  ต่อไปฟันจะเริ่มคลอน  เวลากัดอาหารจะกัดไม่ได้เต็มแรง

หากเหงือกร่น  ฟันคลอน  จนเกิดช่องระหว่างเหงือกและฟัน  เศษอาหารที่เข้าไปติดจะถูกหมักหมมด้วยเชื้อแบคทีเรียทำให้มีกลิ่นปากเหม็นจนเหงือกอาจอักเสบมาก  มีหนอง  และเป็นไข้

การดูแลรักษาฟัน

  1. ใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดซอกฟันหลังกินอาหาร
  2. แปรงฟันให้ถูกวิธี ควรแปรงให้ถึงคอฟัน  พยายามแปรงให้ถึงซี่ในสุด  ไม่ใช้แปรงที่ขนแข็งเกินไป  หลีกเลี่ยงการแปรงฟันแรงๆ
  3. ตรวจสุภาพฟันภายในช่องปากทุกๆ 6 เดือน หากมีฟันพุหรือเป็นโรคเหงือกบวมจะได้รักษาได้แต่เนิ่นๆ
Tips

น้ำยาบ้วนปากทำให้ช่องปากสะอาดขึ้นไหม

          ถ้าทำความสะอาดฟันด้วยการแปรงฟัน  แปรงฝ้าที่ลิ้นบ้าง  และใช้ไหมขัดฟันแล้ว  ก็ไม่จำเป็นต้องใช้น้ำยาบ้วนปากอีก  เพราะน้ำยาบ้วนปากที่ขายกันส่วนใหญ่มีแอลกอฮอล์ผสม  หากใช้บ่อยเกินไปจะทำให้ปากแห้ง  น้ำลายลดลงส่งผลให้มีกลิ่นปากได้อีก

 

 

ควรใช้ยาสีฟันราคาแพง

และแปรงสีฟันที่มีคุณสมบัติพิเศษหรือป่าว

          ไม่จำเป็น  เพราะวิธีแปรงฟันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการทำความสะอาดช่องปาก  และยาสีฟันที่ขายอยู่ในท้องตลาดก็ล้วนมีส่วนผสมของฟลูออไรด์ซึ่งเพียงพอแล้ว

ส่วนแปรงสีฟันที่ดีนั้นปลายต้องเล็ก  เพื่อซอกซอนทำความสะอาดได้ทั่วถึง  ขนแปรงต้องนุ่ม  ไม่แข็งมากเพราะอาจทำอันตรายต่อเหงือก  และควรเปลี่ยนแปรงสีฟันทุกๆ 3 เดือน

ออกกำลังกายต้านกระดูกพรุนและโรคอ้วนได้จริงหรือไม่

การออกกำลังกายอย่างพอเหมาะเป็นประจำ  จะช่วยป้องกันอาการกระดูกพรุนและโรคอ้วนได้  แต่การออกกำลังกายทุกแบบใช่ว่าจะเหมาะสมกับคนวัยทอง  เราควรเลือกออกำลังกายที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุดจึงจะมีประโยชน์อย่างแท้จริง

มาเริ่มออกกำลังกายกันเถอะ

           คุณอาจจะบอกว่าไม่มีเวลาออกกำลังกายเพราะต้องดูแลลูก  ครอบครัว  หรืองานยุ่ง  แต่แพทย์กล่าวไว้ว่า  เพียงนำการออกกำลังกายมาปรับใช้ในชีวิตประจำวัน  ทำติดต่อกันสัก 2 เดือน  ก็พบว่าผู้หญิงวัยทองหลายคน  ก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งหยูกยาอีก  เพราะสามารถลดอาการป่วยไปได้ด้วย  นั่นหมายถึงว่า “แค่ขยับก็มีประโยชน์”  เราจึงควรเคลื่อนไหวร่างกายอย่างถูกต้อง  และถ้าทำได้  ก็ควรออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง

4.วิธีออกกำลังกายที่เหมาะสมกับวัยทอง

  1. ว่ายน้ำ เป็นการบริหารหัวใจและปอด  ถ้าคุณเป็นโรคกับหัวเข่า  การว่ายน้ำจะช่วยบำบัดอาการดังกล่าว  เวลาในการว่ายน้ำที่เหมาะสมคือ  1-2  ชั่วโมง  และควรอบอุ่นร่างกายก่อนว่าย
  2. ชี่กง เป็นการออกกำลังกายโดยอาศัยกระบวนท่าและการกำหนดลมหายใจเข้าออก  ทำให้เลือดลมในร่างกายหมุนเวียนดี  เหมาะกับคนที่ไม่สามารถออกแรงได้มาก  อย่างไรก็ตามในช่วงเริ่มฝึก  อาจมีอาการเหน็บชาและคันระคายเคืองเล็กน้อย  คุณควรขอคำแนะนำจากครูฝึกชี่กงเมื่อร่างกายปรับตัวจนเคยชินแล้ว  อาการดังกล่าวจะหายไป
  3. ขี่จักรยาน เป็นการออกกำลังกายที่ง่ายและสะดวก  ไม่ต้องใช้แรงมากหนัก  ยังช่วยบรรเทาการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ  แต่ต้องระวัง  ไม่ควรฝืนเร่งความเร็วเกินไป  แล้วควรเลือกจักรยานที่เหมาะกับส่วนสูงของตัวเองด้วย
  4. วิ่งจ๊อกกิ้ง ช่วยบริหารปอด  กระตุ้นการเผาผลาญไขมันในร่างกาย  เหมาะกับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก  อย่างไรก็ดีควรวิ่งให้พอเหมาะกับสภาพร่างกายของตนเอง  และทุกครั้งที่วิ่ง  การเต้นของหัวใจควรอยู่ในอัตราที่สูงสุดก็พอ (อัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด = 220 -อายุ)

สูตรคำนวณน้ำหนักตัวตามมาตรฐาน

คนวัยทองต้องให้ความสำคัญกับเรื่องน้ำหนักตัวเองเป็นอย่างมาก  ลองดูสูตรข้างล่างนี้เพื่อคำนวณว่าน้ำหนักตัวเองอยู่ในขั้นมาตรฐานหรือไม่  ถ้าน้ำหนักจริงของคุณมากกว่าที่คำนวณได้  แสดงว่าอ้วนเกินไป  จะต้องหมั่นออกกำลังกายลดน้ำหนักแล้วละ

  • น้ำหนักมาตรฐานสำหรับผู้ชาย (กิโลกรัม)

= [(ส่วนสูง – 80) x 0.7] บวกลบ 10 เปอร์เซ็นต์

  • น้ำหนักมาตรฐานสำหรับผู้หญิง (กิโลกรัม)

= [(ส่วนสูง – 70) x 0.6] บวกลบ 10 เปอร์เซ็นต์

หมายเหตุ: ส่วนสูงวัดเป็นเซนติเมตร

หลักเกณฑ์ในการออกกำลังกาย

          ควรยึดหลักการ “333” คือ ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง  ครั้งละ 30 นาที  โดยให้หัวใจเต้นมากกว่า 130 ครั้งต่อนาที

แต่ถ้าคุณไม่เคยออกกำลังกายมาเลย  ควรเริ่มการออกกำลังกายแบบเบาๆ ภายในเวลาสั้นๆ ก่อน เช่นเริ่มเดินระดับปกติ แล้วค่อยๆ เพิ่มความเร็วขึ้น  จากนั้นจึงเริ่มวิ่งจ๊อกกิ้ง  แล้วหลังจากออกกำลังกายสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง  ก็ค่อยๆ ออกกำลังกายให้ได้ทุกวัน และค่อยๆ  เพิ่มระดับการออกกำลังให้มากขึ้น

หลังจากกออกกำลังกายเสร็จ  จะต้องคลายกล้ามเนื้อโดยการขยับ แข้งขา  นวดน่อง  เมื่อกลับถึงบ้านก็นอนแช่น้ำอุ่น  นวดคลึงกล้ามเนื้อที่ตึงตัว  เพื่อให้กรดแล็กติกที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อสลายไป  หากหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  ก็จะไม่มีอาการปวดเมื่อยน่องอย่างแน่นอน

Tips

การออกกำลังกายแบบไหนไม่เหมาะกับวัยทอง
สภาพร่างกายของผู้หญิงวัยทองไม่ได้แข็งแรงเหมือนวัยรุ่นอีกต่อไป  จึงควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักๆ  หรือการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว  จะได้ไม่เกิดการหกล้ม  ยิ่งถ้าคุณป่วยเป็นโรคไขข้ออักเสบ  ควรหลีกเลี่ยงการวิ่งจ๊อกกิ้ง  ขี่จักรยาน  หรือขึ้นลงบันไดบ่อยๆ  เพราะอาจบาดเจ็บที่หัวเข่าได้

 

 

 

เสริมประสิทธิภาพของหัวใจและปอดได้อย่างไร

การออกกำลังกายง่ายๆ  ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจและปอดของคุณได้  ก็คือ  “การเดินเร็ว”  ซึ่งคุณควรเลือกรองเท้าดีๆ  และระวังการออกท่าทางให้ถูกต้องด้วย

ข้อดีของการเดินเร็ว

          ถ้าคุณยุ่งมาก  ไม่สามารถหาเวลาออกกำลังกายได้  การเดินเร็วถือเป็นการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับคุณมากที่สุด!  เพราะสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา  ระหว่างที่เดิน  ก็ให้ปรับจังหวะการหายใจไปด้วยซึ่งนอกจะช่วยเสริมประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจและปอดแล้ว  ยังช่วยขจัดความเครียดได้ด้วย  ที่สำคัญ  ไม่ต้องมีอุปกรณ์ใดๆ  และเดินคนเดียวก็ได้ไม่ต้องกังวลหาเพื่อน

3  วิธีเดินเร็วให้ได้ผลมากที่สุด

  1. ท่าเดินที่ถูกต้อง หลังต้องยืดตรง  ปล่อยไหลให้สบายๆ  เก็บคาง  แขม่วท้องน้อย  และเกร็งกล้ามเนื้อขาด้านใน  หากเดินผิดวิธีอาจทำให้กล้ามเนื้อและกระดูกมีปัญหา
  2. เลือกสถานที่และเวลาที่เหมาะสม การเดินเร็วนั้นควรใช้เวลา 30 นาที ขึ้นไปจึงจะเผาผลาญไขมันได้  และควรเลือกเดินตอนเช้า  หากเดินจนอยู่ตัวแล้ว อาจเดินนานจนถึง 1 ชั่วโมงครึ่งถึง 2ชั่วโมงก็ได้  เลือกเดินได้หลายสถานที่ทั้งสวนสาธารณะ  สนามโรงเรียน  คุณไม่ควรเดินบนถนน  ซึ่งพื้นแข็งเกินไป  หัวเข่าและเอวจะมีปัญหาได้  ซ้ำยังต้องสูดอากาศเสียจากยวดยานต่างๆ  ที่ปล่อยออกมาด้วย
  3. เลือกรองเท้าและเสื้อผ้าที่เหมาะสม ควรสวมเสื้อผ้าที่ใส่แล้วสบายตัว และระบายเหงื่อได้ดี  ถ้าออกกำลังกายเมื่ออากาศหนาวจัด  ให้ใส่เสื้อแจ็กเกตด้วย  เพราะการรักษาความอบอุ่นของร่างกายเป็นสิ่งสำคัญพอรู้สึกร้อนหรือเหงื่อออก  ค่อยถอดเสื่อแจ็กเกตมาผูกไว้ที่เอว

สำหรับรองเท้า  ควรใช้รองเท้ากีฬาสำหรับการวิ่งจ๊อกกิ้งหรือการเดินเร็วโดยเฉพาะ  เพราะถูกออกแบบมาให้ลดแรงกระแทกของเท้าเวลาลงน้ำหนัก  และขนาดรองเท้าที่พอดีกับเท้านั้นเวลาใส่จะต้องเหลือช่องว่างให้สามารถสอดนิ้วมื้อหนึ่งนิ้วลงไปตรงช่วงส้นเท้าได้  คุณต้องสวมถุงเท้าด้วยเสมอ  เพราะถุงเท้าจะช่วยซับเหงื่อและลดการเสียดสีของเท้ากับรองเท้าได้  ควรเลือกถุงเท้าที่ทอจากใยฝ้ายบริสุทธิ์  เพราะระบายลมได้ดี

Tips

ข้อควรระวังในการเดินเร็ว

  • ขณะเดินเร็วถ้ารู้สึกหัวใจเต้นแรง ให้ลดความเร็ว  เดินให้ช้าลง
  • ถ้ารู้สึกไม่ไหวจริงๆ ก็ให้หยุดพัก
  • ไม่ควรเดินเร็วขณะท้องว่าง เพราะน้ำตาลในเลือดต่ำจะเป็นลมได้ง่าย
  • ก่อนจะเดินเร็ว จึงควรกินของว่างรองท้อง เช่น นมอุ่นๆ หรือขนมปังกรอบเล็กน้อย  แต่ห้ามกินมากเกินไป  เพราะอาจมีอาการจุกเสียดได้
  • หลังจากเดินเสร็จไม่ควรดื่มน้ำปริมาณมากทันที ให้ค่อยๆ ดื่ม เพื่อร่างกายจะค่อยๆ ปรับสภาพให้สมดุล
  • หลังการเสียเหงื่อ เครื่องดื่มเกลือแร่ทั้งหลายไม่จำเป็นเท่าไหร่  แคน้ำธรรมดาก็เพียงพอแล้วละ

หัวใจเต้นเร็วและแรงแก้ไขอย่างไร

เมื่อเกิดอาการหัวใจเต้นเร็ว  แรง  ผิดจังหวะอยู่บ่อยๆ  ควรรีบตรวจสุขภาพโดยด่วน  เพราะเป็นการส่งสัญญาณว่าคุณมีสิทธิ์เป็นโรคเครียดหรือโรคหัวใจได้เหมือนกัน

ทำอย่างไรเมื่อหัวใจเต้นเร็วแรง

          นี่เป็นเพียงอาการของวัยทอง  การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงวัยทอง  ส่งผลให้คุณมีอาการหัวใจเต้นแรงอยู่บ่อยๆ  เพียงแค่รีบเดินก็รู้สึกหัวใจเต้นระรัวแล้ว  หรือเมื่อได้ยินข่าวตื่นเต้นของครอบครัวก็เครียดง่ายกว่าแต่ก่อน  การบรรเทาอาการดังกล่าว  คือหัวใจเย็นๆ  แล้วสูดหายใจลึกๆ  ทำใจให้สงบ  เปลี่ยนบรรยากาศฟังเพลงบรรเลงเบาๆ  สบายๆ หรือลองใช้วิธีแบบอโรมาเทอราพี  โดยหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นดอกลาเวนเดอร์สักสองสามหยด  ก็จะช่วยให้คุณผ่อนคลายขึ้น

ป้องกันอาการหัวใจเต้นเร็ว  แรง  อย่างไร

          ควรหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เครียด  กดดันและเหนื่อยเกินไปทั้งหลายในชีวิต  เช่น  การโหมงานเกินกำลัง  พยายามพักผ่อนให้เพียงพอ  งดสูบบุหรี่งดดื่มเหล้าและเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาแฟอีนเพราะสารเหล่านี้จะกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็ว

ส่วนผู้ที่อ้วนมากเกินไป  จะเกิดอาการใจเต้นเร็วและแรงได้ค่อนข้างง่าย  ควรรีบลดน้ำหนักตัวให้ร่างกายสมดุล

ร้อนวูบวาบจะบรรเทาได้อย่างไร

นี่เป็นอาการปกติของวัยทอง  เกิดจากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง  เราควรเตรียมพร้อมรับมื้อทั้งการแต่งกาย  การฝึกหายใจ  และการเลือกกินอาหาร

ทำไมถึงร้อนวูบวาบได้

เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโทนเจน  ทำให้เส้นเลือดฝอยใต้ผิวหนังขยายตัวอย่างฉับพลัน  คุณอาจรู้สึกว่าบริเวณทรวงอก  ใบหน้าและลำคอมีอาการร้อนวูบวาบ  จนบางครั้งอาจรู้สึกร้อนไปหมดทั้งแขนและขา  และมีเหงื่อไหลท่วมตัวด้วย  นี่เป็นอาการปกติของวัยทอง  วันหนึ่งๆ อาจเกิดอาการแบบนี้หลายครั้ง  บางคราวจะปรากฏอาการสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง  อาจจะครั้งละ 1-5 นาที  อย่างไรก็ตามโดยทั่วไปอาการเหล่านี้จะค่อยๆ  ดีขึ้นเองหลังหมดประจำเดือนไปสักพัก

จัดการอย่างไร

          หากมีอาการร้อนวูบวาบและมีเหงื่อออกมากร่วมด้วย  คุณควรเตรียมผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษทิชชูติดตัวเอาไว้เพื่อซับเหงื่อ  เวลาอยู่กับบ้านก็ควรสวมเสื้อผ้าที่ถอดง่าย  พอรู้สึกร้อนวูบวาบขึ้นมา  จะได้ถอดออกเพื่อระบายความร้อน

แต่วิธีที่ดีที่สุดคือ  การออกกำลังกายเป็นประจำ  เพราะอัตราความถี่ของอาการนี้ในหญิงวัยทองที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอ  จะไม่มากเท่าผู้หญิงที่ไม่ได้ออกกำลังกายเลย

การบรรเทาอาการร้อนวูบวาบอีกวิธีหนึ่งก็คือ  หมั่นหายใจเข้าออกลึกๆ ด้วยท้องเป็นประจำ  คือ  การหายใจเข้าให้ท้องป่อง  หายใจออกท้องแฟบ  คล้ายการหายใจของฝึกโยคะนั่นเอง  ซึ่งจะทำให้จิตใจสงบ  และช่วยลดอาการต่างๆ  นอกเหนือจากร้อนวูบวาบได้อีกด้วย

นอกจากนี้  ควรหลีกเลี่ยงอาหารเผ็ดร้อน สุรา  และเลือกกินถั่วเหลือง  หรืออาหารที่มีถั่วเหลืองประกอบด้วย  ก็จะช่วยลดอาการร้อนวูบวาบอีกทางหนึ่ง

แก้อาการมือเท้าเย็นอย่างไรดี

เมื่อฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงตามวัย  ร่างกายก็จะเดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวได้ง่าย  เรารู้จักอาการร้อนวูบวาบแล้ว  ยังเหลืออาการมือเท้าเย็น  ที่คนวัยทองควรทำควรเข้าใจและเตรียมรับมือให้ดีในการสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย  ดังนี้…

ทำไมถึงมื้อเย็นเท้าเย็น

          ถึงแม้ผู้หญิงวัยทองจะร้อนผ่าวเป็นปื้นแดงๆ  บริเวณหน้าอกและใบหน้า  แต่มื้อและเท้าก็ยังคงเย็นอยู่ดี ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโทรเจนอีกเช่นกัน  ที่ทำให้ระบบประสาทขาดสมดุลบวกกับไขมันในร่างกายที่เพิ่มสูงขึ้น  การถ่ายเทความร้อนผ่านไขมันค่อนข้างช้า  ร่างกายจึงสูญเสียความอบอุ่นไป  ทำให้มีอาการมือเท้าเย็น

ทำอย่างไรให้หายมือเท้าเย็น

  1. สวมเสื้อผ้าทำให้ร่างกายอบอุ่นใส่ถุงมือ ผ้าพันคอ  เสื้อเชิ้ตที่ระบายเหงื่อได้ดี  ถุงเท้า ฯลฯ  ส่วนท่อนล่างของร่างกายให้สวมกางเกงซับเหงื่อแนบเนื้อขายาว  หรือถุงน่อง
  2. ไม่ควรสวมเสื้อผ้าที่รัดแน่นจนเกินไปเพราะอาจขัดขวางการไหลเวียนของเลือดทำให้ไม่สบายเนื้อสบายตัว
  3. หลังจากนอนแช่น้ำอุ่นแล้ว ให้เพิ่มการยืดแข้งยืดขา  หรือแช่มือและเท้าในน้ำเย็นสลับกับน้ำอุ่น
  4. ย่ำเท้าอยู่กับที่ประมาณ 5 นาที แล้วแช่เท้าทั้งสองข้างในน้ำอุ่น ราวๆ 15 นาที  จากนั้นใช้ผ้าขนหนูเช็ดให้แห้งทันที  แล้วสวมถุงเท้า  วิธีนี้จะได้ผลดีที่สุด
  5. ออกกำลังกายด้วย “การเดินเร็ว” ( Q14) ควรเดินควรแกว่งแขนเป็นจังหวะ และเดินวันละประมาณ 35 นาที
  6. ฝึกโยคะเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด

บรรเทาอาการปวดศีรษะอย่างไรดี

อาการปวดศีรษะแบ่งออกได้หลายประเภท  หากเกิดความเครียดและการทำงานจนเหนื่อยเกินไป  ก็สามารถอาศัยการนวดช่วงไหล่และคอ  นอนแช่ในน้ำอุ่น  และการนวดคลึงบรรเทาอาการได้

ทำไมมักปวดศีรษะเมื่อเข้าสู่วัยทอง

          อาการปวดศีรษะเกิดได้กับทุกวัย  แต่การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโทรเจนทำให้อาการปวดศีรษะของคนวัยทองเป็นหนักขึ้นกว่าเดิม   ถ้ามีอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง  มรไข้สูง  ตาพร่า  ควรรีบไปพบแพทย์  เพราะอาการเป็นอาการของโรคอื่นๆ  อย่างโรคเนื้องอกในสมอง  เป็นต้น

อาการปวดศีรษะนั้นมีหลายแบบ  มีทั้งปวดเนื่องจากความเครียดและความเหนื่อล้า  อาการคือ  ทั้งศีรษะเหมือนถูกรัดแน่นไปหมด  ส่วนอาการปวดศีรษะไมเกรน (migrain)  ก็มักปวดแบบจี๊ดๆ  ที่ศีรษะด้านข้างหรือมึนงงเห็นดาวหมุน  ถ้ามีอาการรุนแรงอาจถึงขั้นอาเจียนได้  นอกจากนี้ช่วงวัยทองยังพบอาการปวดศีรษะที่เกิดจากอาการปวดเมื่อยช่วงไหล่และคอ  หรืออาการปวดศีรษะที่มีอาการปวดกระบอกตาร่วมด้วย

8  วิธีบรรเทาอาการปวดศีรษะในวัยทอง

  1. หลีกเลี่ยงเสียงอึดทึกครึกโครมและความวุ่นวาย
  2. ห้ามสูบบุหรี่ สารนิโคตินในบุหรี่จะทำให้อาการปวดศีรษะหนักขึ้น
  3. เมื่อเริ่มปวดศีรษะ ควรพักผ่อนในสถานที่ที่เงียบสงบ  ส่วนห้องมืดๆ  จะช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะไมเกรนได้
  4. ลดความเหนื่อยล้าและความเครียด
  5. เมื่อปวดศีรษะอันเนื่องจากเมื่อยไหล่และคอ ให้ใช้วิธีนวดคลึงกล้ามเนื้อบริเวณที่ปวดศีรษะได้
  6. ออกกำลังกายเป็นประจำ บริหารช่วงไหล่และข้อมือ
  7. นอนแช่น้ำอุ่น
  8. นวดเบาๆ ที่กระบอกตาซึ่งอ่อนล้า

 

 

 

ลดอาการปวดเมื่อยเอวและไหล่อย่างไร

อาการเหนื่อยล้าสะสมของกล้ามเนื้อ  มักจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงช่วงวัยทองปวดเมื่อยเอวและไหล่ได้ง่าย  หากต้องการให้อาการดีขึ้น  อย่าลืมหมั่นทำกายบริหารง่ายๆ !  เรามาเรียนรู้กัน

ทำไมจึงปวดเมื่อย

อายุที่เพิ่มมากขึ้น  ทำให้ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อด้อยลง  และความแข็งแรงของกระดูกลดลง  รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในช่วงวัยทองก็ทำให้ไหลเวียนของเลือดไม่ดีเท่าเดิม  ล้วนเป็นสาเหตุที่ทำให้อาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อบริเวณเอวและไหล่เกิดขึ้นได้  นอกจากนี้ยังมีสาเหตุจากการเป็นโรคอื่นๆ ด้วย เช่น โรคไต  โรคไขข้ออักเสบ ฯลฯ

5  วิธีการบรรเทาอาการปวดเมื่อยในวัยทอง

  1. ไม่ว่าจะอ่านหนังสือ ใช้คอมพิวเตอร์ จัดเอกสาร  ดูโทรทัศน์หรือทำงานบ้าน  ทุกๆ ครึ่งชั่วโมงให้เปลี่ยนอิริยาบถจากท่าเดิมสักพัก  แล้วควรบริหารคอและไหล่ด้วย
  2. ประคบร้อนบริเวณที่ปวดเมื่อยทั้งเช้าและเย็น
  3. เวลายกของหนัก ห้ามโก้งโค้งยกของเด็ดขาด  ให้ค่อยๆ ย่อตัวลงคุกเข่า  แล้วโน้มตัวเข้าใกล้สิ่งของที่ยก
  4. เก้าอี้ที่นั่งควรมีพนักพิงหลังและเบาะรองนั่ง เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อช่วงเอวและสโพก
  5. หมั่นออกกำลังกายคอ ไหล่ และเอว เพื่อคลายกล้ามเนื้อ

ท่าบริหารคอ

  1. นั่งตัวตรงศีรษะตั้งตรงไปด้านหน้า
  2. ก้มศีรษะลง จากนั่นค่อยๆ หมุนคอจากทางซ้ายไปด้านหลัง  ด้านขวา  และมาด้านหน้า ทำซ้ำ 3-5 ครั้ง
  3. กลับมาสู่ท่าเริ่มต้น ตามข้อหนึ่ง
  4. ก้มศีรษะลงจากนั้นค่อยๆ หมุนคอจากทางขวาไปด้านหลัง ด้านซ้ายและด้านหน้า  ทำซ้ำ 3-5 ครั้ง
  5. กลับมาสู่ท่าเริ่มต้น ตามข้อหนึ่ง

ท่าบริหารเอว

  1. นั่งบนเก้าอี้หรือบนเตียงวางมือทั้งสองข้างบนหัวเข่า
  2. บิดตัวไปทางซ้ายมือขวาก็เลื่อนไปจับข้างน่องของขาซ้าย นิ่งอยู่พักหนึ่ง แล้วหันกลับมานั่งท่าเดิม จากนั่นให้สลับมาทำแบบเดียวกันกับขาอีกข้าง  ทำสลับซ้ายขวาหลายๆ ครั้ง

ลดอาการหูอื้อ  ตาลายอย่างไรดี

ผู้ที่เกิดอาการหูอื้อ  วิงเวียนศีรษะ  และตาลายได้ง่าย  จำไว้เสมอว่าต้องรีบผ่อนคลาย  และอาศัยการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวันเพื่อลดโอกาสการกำเริบ

การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในวัยทองทำให้ระบบประสาทขาดความสมดุล  อย่างไรก็ตามควรให้แพทย์ตรวจว่าเป็นเพราะโรคภัยไข้เจ็บหรือไม่ ( เช่น โรคความดันโลหิตสูง)  หรือว่าเกิดจากการเหนื่อยล้าเกินไป  เมื่รู้สาเหตุแล้วค่อยจึงทำการรักษา

การรักษาอาการหูอื้อ

หากเกิดอาการหูอื้อ  จนได้ยินเสียงไม่ชัด  เหมือนมีอะไรอื้ออึงอยู่ในหู  ให้รีบไปพบแพทย์แผนกหู  คอ  จมูก  เพื่อรักษาแต่เนิ่นๆ

เมื่อขึ้นไปอยู่ในที่สูงแล้วเกิดหูอื้อ  ให้บีบจมูกแล้วสูดลมหายใจแรงๆ  จนลมเข้าไปภายในช่องหู  เพื่อปรับความดันในหูให้เป็นปกติ  ถ้าอาการยังไม่ดีขึ้น  ให้เคี้ยวหมากฝรั่ง  ทำท่าเคี้ยวหรือหาวก็ใช้ได้ผลเช่นกัน  ดังนั้นเราควรหมั่นทำท่าเคี้ยวเพื่อปรับความดันภายในหู

นอกจากนี้ต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เครียดและเหนื่อยล้ามากเกินไปพักผ่อนให้เพียงพอ  เพราะถ้าร่างกายไม่แข็งแรง  ก็จะส่งผลต่อการทำงานของหูส่วนใน  จนเกิดอาการผิดปกติขึ้นได้

การรักษาอาการวิงเวียนอาการ  ตาลาย

          ผู้ที่อยู่ในช่วงวัยทองมักจะมีอาการวิงเวียน  ตาลาย  อาจเมารถ  เมาเรือได้ง่าย  เพราะฉะนั้นในระหว่างการเดินทาง  ควรพยายามอยู่ในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์  สดชื่น  เปิดกระจกหน้าต่างรับลม  การออกเดินทางควรนอนหลับให้เต็มที่  เพราะการพักผ่อนน้อยจะทำให้อาการวิงเวียนรุนแรงขึ้น

ถ้าวิงเวียนเนื่องจาการไหลเวียนของเลือด  ก็ไม่ควรอาบน้ำเย็น  ไม่ควรใช้น้ำเย็นสระผม  หลีกเลี่ยงไม่ให้พัดลมหรือเครื่องปรับอากาศเป่าโดนศีรษะโดยตรง

ถ้ามีอาการหน้ามือตาลาย  ควรนั่งหรือนอนในที่อากาศถ่ายเทได้สะดวกสักพัก  จนอาการค่อยๆ หายไป

บรรเทาโรคเส้นเลือดโป่งพองที่ขาและอาการบวมน้ำอย่างไร

เลือกสวมถุงเท้ายืด  ถุงน่องยืด  ผ้าพันแผลชนิดยืดพันรอบขา  เพื่อไม่ให้เส้นเลือดพองหรือขดตัว  หมั่นนอนยกขาให้ระดับสูงกว่าหน้าอก  เลี่ยงการสวมรองเท้าส้นสูง  เลี่ยงการนั่งไขว่ห้างเป็นเวลานานๆ  ส่วนคนอ้วนให้ลดน้ำหนักโดยด่วนก็จะช่วยลดอาการนี้ได้

สาเหตุการเกิดโรค

          เมื่อคนเรามีอายุเพิ่มขึ้น  ประสิทธิภาพการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตต่ำลง  เส้นเลือดดำที่ขาซึ่งมีหน้าที่นำเลือดดำจากขากลับขึ้นสู่หัวใจจะอ่อนแอลง  และโป่งพองได้ง่ายขึ้น  ซึ่งหลอดเลือดดำจะต้องอาศัยแรงบีบของกล้ามเนื้อขาที่บีบไล่เลือดต้านทานแรงโน้มถ่วงของโลกขึ้นสู่น่อง (ไม่ให้ไหลย้อนกลับไปที่เท้า)  ก็จะอ่อนแอตามไปด้วย  ทำให้มีโอกาสเกิดเลือดคั่งในเส้นเลือดดำที่ขา  กลายเป็นโรคเส้นเลือดโปร่งพองที่ขา (Varicose vein)  หรือเส้นเลือดขอดที่ขาได้  ถ้าปล่อยไว้เลือดจะไปเลี้ยงหัวใจไม่ดีแน่…อันตราย

บางครั้งอาจเกิดอาการบวมน้ำที่เท้าเกิดขึ้นพร้อมกันไปด้วย  ช่วงกลางคืนอาการจะชัดเจนมาก  จะรู้สึกว่าขาล้ามาก  เดินไม่ไหว ปวด เป็นตะคริว หากรุนแรง อาการปวดเมื่อยขา  ขาบวม  ผิวหนังเปื่อย  และเป็นตะคริวในช่วงกลางคืน

ส่วนอาการบวมน้ำ  ถ้าเกิดอาการบวมน้ำตามตัว  ควรไปพบแพทย์ด่วน  เพราะอาจเป็นอาการของโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ  เช่น  โรคไต  อาการลิ่มเลือดในหลอดเลือดดำ  โรคหัวใจ  โรคเกี่ยวกับต่อมน้ำเหลืองและโรคตับ  ซึ่งล้วนก่อให้เกิดอาการบวมน้ำได้ทั้งสิ้น

8  วิธีป้องกันเส้นเลือดโป่งพองที่ขา

  1. สวมถุงเท้าหรือถุงน่องเท้ายืด (elastic stocking) หรือใช้ผ้าพันแผลชนิดยืด (elastic bandage) พันรอบปลายเท้าขึ้นมาถึงใต้เข่า  ระหว่างที่ต้องยืดทำงานนานๆ  ก็ช่วยได้
  2. ก่อนนอน ควรยกเท้าขึ้นให้สูงกว่าหัวใจประมาณ 6-12 นิ้ว นาน 30 นาที  จะช่วยการไหลเวียนของเส้นเลือดดำที่ขาไหลกลับสู่ขึ้นร่างกายส่วนบนได้ดีขึ้น
  3. เวลานอน ควรนอนตะแคงซ้ายเพื่อลดแรงกดดันของเส้นเลือดดำในอุ้งเชิงกราน  รวมทั้งปลายเตียงควรยกสูง  เพราะจะช่วยให้เลือดนั้นไหลเวียนมาที่ร่างกายส่วนบนได้สะดวกขึ้น
  4. รักษาน้ำหนักตัวไม่ให้อ้วนเกินไป
  5. ออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ เช่น เดิน ว่ายน้ำ  ขี่จักรยาน  จะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น  รวมทั้งลดอัตราการเกิดเส้นเลือดโป่งพองที่ขา
  6. หลังออกกำลังกาย จะต้องผ่อนคลายกล้ามเนื้อ  โดยการนวดขาเพื่อกระตุ้น  การไหลเวียนของเลือด
  7. หลีกเลี่ยงการสวมรองเท้าส้นสูง การนั่งไขว่ห้าง  รวมทั้งการยืนและนั่งนานๆ
  8. ห้ามสูบบุหรี่ เพราะจะทำให้ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น  และหลอดเลือดดำแข็งตัว

ท้าบริหารต้านโรคเส้นเลือดโป่งพองที่ขา

การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสามารถปรับการหมุนเวียนของเลือดให้ดีขึ้น  พร้อมทั้งลดอัตราความเร็วในการเกิดเส้นเลือดโป่งพองที่ขาอีกครั้งถ้าเคยเป็นมาก่อน  เราฝึกกายบริหารตามวิธีต่อไปนี้กันเถอะ!

ท่ายืดหยุ่นตัวแบบตะขอหลัง

  1. ยืดตัวตรง สายตามองตรงไปข้างหน้า  สูดลมหายใจเข้า  ก้มหน้าเก็บคางเล็กน้อย  กางแขนทั้งสองข้างออก  มือขวาวางไว้บนโต๊ะด้านข้าง  ส่วนขาซ้ายยกขึ้นมาพาดบริเวณหัวเข่าของขาขวา
  2. ผ่อนลมหายใจออก ลดสะโพกลง ค่อยๆ งอขาขวา  ส่วนขาซ้ายอยู่นิ่งๆ  ให้ร่างกายส่วนบนยืดตรง  แล้วทำท่านั่งยองๆ
  3. สูดลมหายใจเข้า ยืดร่างกายขึ้น  ขาขวายืดตรง  ส่วนขาซ้ายงอไปทางด้านหลัง  ผ่อนลมหายใจออก  มือซ้ายไปจับส้นเท้าซ้ายประมาณ 10 วินาที (หายใจเข้าและหายใจออกยาวๆต่อเนื่องกัน)  แล้วย้อยกลับไปทำขั้นตอนแรกโดยเปลี่ยนข้าง

เคล็ดลับ

ทำข้างซ้ายและขวาเสร็จนับ 1 ครั้ง  ทำซ้ำ 4 ครั้ง วันละ 2  รอบ  (เช้าและเย็น)  เวลาฝึกปล่อยหัวเข่าตามสบาย  ส่วนตอนงอหัวเข่าไม่ควรงอปลายเท้าเกินไปจึงจะได้ผลดียิ่งขึ้น ประโยชน์ แก้ช่วงขาบวมโต

 

 

ท่ายืดหยุ่นตัวแบบงอส่วนหน้า

ประโยชน์  กระตุ้นกานไหลเวียนกลับของเลือด  บรรเทาอาการเส้นเลือดโป่งพองที่ขาให้ดีขึ้น

  1. ยืดตัวตรงขาชิดกันตรงหน้าเก้าอี้ มองตรงไปข้างหน้า สูดลมหายใจเข้า  ก้มหน้าเก็บคางเล็กน้อย  เกร็งท้องน้อย  ปล่อยมือข้างลำตัวสบายๆ  แล้วหายใจปกติ
  2. สูตรลมหายใจเข้ายกขาขวาขึ้นมา โดยเอาส้นเท้าวางบนเก้าอี้
  3. ผ่อนลมหายใจออกเอนลำตัวส่วนบนไปทางเก้าอี้ งอปลายเท้าขวาขึ้นใช้มือซ้ายมาช่วยพยุง  วางมื้อซ้ายไว้ด้านข้างข้อเท้าขวา  ให้ขาซ้ายเหยียดตึงจากนั้นย้อนกลับไปทำขั้นตอนแรก โดยเปลี่ยนข้าง

เคล็ดลับ

ทำข้างซ้ายและขวานับเป็น 1 ครั้ง  ทำซ้ำ 3 ครั้ง  วันละ 2 รอบ (เช้าและเย็น) ขณะฝึกควรงอหัวเข่าเล็กน้อย  ให้ขาด้านหลังเหยียดยืดเต็มที่

เลี่ยงอาการผิวหยาบกร้านได้อย่างไร

ไม่ว่าอายุจะกี่ปีก็ยังรักสวยรักงาม  ผู้ที่อยู่ในช่วงวัยทองยิ่งต้องให้ความใส่ใจ  ปัญหาผิวหนังเสื่อมสภาพให้มากขึ้น  อย่าลืมเพิ่มความชุ่มชื้นและป้องกันแสงแดดเด็ดขาด!สาเหตุของผิวหนังหยาบกร้านและละคายเคือง

          เมื่อคุณย่างเข้าสู่วัยทอง  การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพศหญิง  จะทำให้การสร้างเส้นใยคอลลาเจนและเส้นใยอิลาสติกในชั้นหนังแท้ลดลง  เนื่องจากเส้นใยทั้งสองชนิดนี้เป็นโปรตีนที่ช่วยให้ผิวหนังแข็งแรงลีความยืดหยุ่น  ดังนั้น  จึงเกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นบนผิวหนัง  นอกจากนี้ต่อมไขมันที่อยู่ใต้ผิวหนัง  ซึ่งมีหน้าที่ผลิตไขมันออกมาเคลือบผิวหนังเพื่อลดการสูญเสียน้ำ  ก็ผลิตไขมันได้น้อยลง  ทำให้ผิวหนังขาดความชุ่มชื้น  ผิวแห้งระคายเคืองได้ง่าย

การดูแลผิวพรรณในวัยทอง

เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว  ผิวหนังจะแห้งกร้านและระคายเคืองชัดยิ่งขึ้น  จึงควรบำรุงรักษาผิวเป็นพิเศษ  โดยหลังอาบน้ำควรทาโลชั่นหรือครีมน้ำนมที่มีส่วยผสมของมอยส์เจอไรเซอร์เพื่อคงความชุ่มชื้นให้แก่ผิว  นอกจากนี้ควรนอนพักผ่อนให้เพียงพอ  และกินอาหารที่มีประโยชน์  มีสรรพคุณช่วยบำรุงผิวพรรณ  ก็จะช่วยให้ผิวหนังลดอาการแห้งกร้านไปได้

โยคะช่วยป้องกันอาการช่วงวัยทองได้หรือไม่

การหมั่นฝึกโยคะจะช่วยป้องกันและบรรเทาอาการต่างๆ ในช่วงวัยทองได้เป็นอย่างดีทีเดียว!  เรามาเรียนรู้และฝึกกัน

โยคะช่วยคนวัยทองได้

          โยคะเป็นการฝึกฝนตนเองโดยการสร้างสมดุลของกาย ใจ และจิตวิญญาณให้รวมเป็นหนึ่งเดียว  ประโยชน์ของการฝึกโยคะนั้นมีมากมาย เช่น  การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น  กล้ามเนื้อ  ข้อ  เอ็นมีความยืดหยุ่น สมองผ่อนคลาย  และเพิ่มความแข็งแรงให้อวัยวะภายใน ฯลฯ  ดังนั้นการฝึกโยคะจึงช่วยบรรเทาอาการต่างๆ  ในวัยทองได้เป็นอย่างดี

การฝึกโยคะนั้น  ควรทำจิตใจให้ผ่อนคลาย  สวมใส่เสื้อผ้าสบายๆ  ไม่ควรฝึกขณะกินอิ่ม  ต้องปล่อยให้อาหารย่อยสัก 2 ชั่วโมงค่อยเริ่มฝึกและฝึกท่าอบอุ่นร่างกายก่อนเข้าสู่อาสนะ (ท่า)  ต่างๆ ฝึกประมาณ 1-2 ชั่วโมง  อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง

3  ข้อควรระวังในการฝึกโยคะ

  1. การฝึกโยคะก็เหมือนการออกกำลังกายทั่วไป คือจะต้องอบอุ่นร่างกายก่อนทุกครั้ง
  2. หลังจากฝึกโยคะเสร็จ ควรนั่งสงบกายและใจสักพัก
  3. เวลาฝึกอาสนะต่างๆ ท่าจบนั้นต้องกลับมาสู่ท่าที่เริ่มต้นทุกครั้ง
  4. ท่าโยคะที่ยาก จะต้องทำภายใต้การแนะนำของครูฝึกที่มีความเชี่ยวชาญ  เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บต่างๆ
  5. แก่นของโยคะคือ ยืดสุดๆ  เหยียดสุดๆ  พร้อมกับหายใจเข้าและออกแบบโยคะ  คุณจึงควรฝึกเท่าที่ทำได้  ไม่ควรฝืนร่างกาย  เพราะแต่ละคนมีขีดจำกัดความแข็งแรงของกระดูกและกล้ามเนื้อไม่เท่ากัน

 

 

 

 

ท่าโยคะที่ช่วยป้องกันอาการตามวัยทอง

ถ้าไม่มีเวลามากมายไปเรียนโยคะท่าต่างๆ  ก็สามารถเริ่มจากท่าง่ายๆ สองเท่า  คือ “ท่างู”  และ  ท่าที่ทำความเคารพ”  เสียก่อน

ท่างู

ประโยชน์ เพิ่มความแข็งแรงของกระดูกสันหลัง  ไหล่  และกล้ามเนื้อหน้าท้อง  กระตุ้นอวัยวะในช่องท้องช่วยเรื่องการย่อยอาหาร  การสืบพันธุ์  และการขับปัสสาวะ รวมทั้งป้องกันและบรรเทาอาการต่างๆ ในวัยทอง

  1. นอนคว่ำ หน้าผากแตะพื้นวางมื้อทั้งสองข้างระดับไหล่ ศอกไม่กาง  หลังเท้าราบไปกับพื้น
  2. สูดลมหายใจเข้า พร้อมๆ กับใช้ฝ่ามือดันตัวเองขึ้นให้หน้าอกพ้นพื้น  แขนต้องไม่กาง  ค่อยๆ  เงยหน้ามองเพดาล  ค้างไว้ 8 วินาที  ต้องระวังตั้งแต่สะดือลงไป  จะต้องแนบติดอยู่กับพื้น
  3. ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก แล้วกลับมาอยู่ลักษณะเดิมตามข้อ 1

เคล็ดลับ

  1. ทำท่านี้ซ้ำ 8 ครั้ง
  2. ขณะที่ยกร่างกายท่อนบนขึ้น พยายามใช้แรงจากเอว  สำหรับผู้เริ่มต้นฝึกสามารถใช้มือช่วยยกกำลังตัวช่วงบนได้

ข้อควรระวัง  ท่างูและท่าทำความเคารพต่างช่วยเรื่องหยินหยาง  ต้องทำตามลำดับขั้นตอนห้ามกระโดดข้ามขั้นเด็ดขาด

ท่าทำความเคารพ

ประโยชน์  เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบอวัยวะสืบพันธุ์  ป้องกันอาการไม่สบายต่างๆ  ในช่วงมีประจำเดือน  และลดการสะสมไขมันหน้าท้อง

  1. นั่งคุกเข่าโดยเอาก้นนั่งทับส้นเท้าแขนแนบลำตัว
  2. สูดลมหายใจเข้า ค่อยๆ  วาดแขนทั้งสองข้างขึ้น  เหยียดตรงขึ้นฟ้า ประกบฝ่ามื้อเข้าหากัน  ให้แขนแนบชิดใบหู ค่อยๆ  โน้มตัวและแขน ไปข้างหน้า  ก้มลงสู่พื้น
  3. พยายามให้หน้าผากและปลายจมูกแตะพื้น โดยไม่ยกก้น  ผ่อนลมหายใจออกให้หมด  ค้างไว้ 8 วินาที
  4. สูดลมหายใจเข้าพร้อมยกตัวขึ้น หลังจากนั่งตัวตรงแล้วให้ผ่อนลมหายใจออก  ค่อยๆ วาดแขนทั้งสองลงข้างลำตัว

เคล็ดลับ

  1. ทำท่านี้ซ้ำ 8 ครั้ง
  2. ขณะก้มตัวไปข้างหน้า หากไม่สามารถเอาหน้าผากแตะพื้นได้  ก็ให้ใช้มือเตะกับพื้นก่อน   แล้วปล่อยให้ร่างกายลื่นไหลไปข้างหน้าอย่างสบายๆ  จนกระทั้งหน้าผากแตะพื้นได้
  3. วางจุดสูญถ่วงไว้ที่ก้นและส้นเท้า เวลายกลำตัว  ไม่ควรอาศัยแรงจากช่วงก้น  ช่วงท้องน้อย  และช่วงเอวส่วนล่าง  การทำท่านี้ต้องใช้แรงจากจุดเลือดลมที่อยู่ใต้สะดืดเท่านั้น  แต่สำหรับผู้เริ่มต้นสามารถเอาจุดสนใจใว่ที่ด้านล่างลำตัวแทนได้

แก้ปัญหานอนไม่หลับในวัยทองอย่างไร

เหงื่อออกตอนกลางดึก  มือเท้าเย็น  เครียด  หงุดหงิดง่าย  ฯลฯ  อาจเป็นสาเหตุให้นอนไม่หลับในช่วงวัยทอง  จะแก้ปัญหานี้ได้  ก็ต้องรู้สึกสาเหตุที่แท้จริง

สาเหตุการนอนไม่หลับ

          เมื่อคุณเข้าสู่วัยทองมักมีอาการกระสับกระส่าย  ร้อนวูบวาบเหงื่อออกมากลางดึก  มือเท้าเย็น  จนทำให้นอนไม่หลับหรือหลับไม่สนิทอยู่บ่อบๆ  พอตื้นขึ้นมาร่างกายก็ไม่สดชื่นกระปรี้กระเปร่า  และมักเผลองีบหลับระหว่างวันโดยไม่รู้ตัว  แล้วพอตกดึกก็นอนไม่หลับอีก  ที่เป็นเช่นนี้นอกจากากรเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเอสโทรเจนแล้ว  ก็อาจเกิดจากความเครียด  ความกดดันต่างๆ

วิธีแก้ไขตามอาการ 3 แบบ

  1. สะดุ้งตื่นเพราะร้อนวูบวาบ เหงื่อออกกมากลางดึก

ให้ลุขึ้นมาอาบน้ำอุ่นอุณหภูมิอยู่ระหว่าง 35-39 องศาเซลเซียส จากนั้นให้ทำการบริหารยืดเส้นยืดสายบ้าง  จะช่วยให้นอนหลับสบาย  สำหรับการบรรเทาอาการร้อนวูบวาบตามตัวดูได้จาก หัวข้อข้างต้น “ร้อนวูบวาบจะบรรเทาอย่างไร”

  1. นอนไม่หลับเพราะมือเท้าเย็นเกินไป

ก่อนนอนให้แช่มื้อและเท้าในน้ำอุ่น  เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด  หรือใช้ผ้าห่มไฟฟ้าโดยปรับอุณหภูมิให้อุ่น  จะช่วยให้นอนหลับได้สบาย

 

  1. นอนหลับยากเพราะเครียดและกังวล

ใช้วิธีอโรมาเทอราพี  โดยหยดน้ำมันหอมระเหยผ่อยคลายความตึงเครียดลงในน้ำ  แล้วลงไปนอนแช่สักพัก

8 วิธีปลูกฝังพฤติกรรมการนอนหลับที่ดี

  1. เมื่อง่วงให้ไปนอนในห้องนอน หากนอนบนเตียงครึ่งชั่วโมงแล้วยังไม่หลับ  ให้ออกมาจากห้องนอน  ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจด้วยการฟังเพลงหรือทำสมาธิ  จนกระทั่งเริ่มง่วง  ค่อยเข้านอนอกครั้ง
  2. การงีบหลับตอนกลางวันไม่ควรเกิน 1 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้ส่งผลต่อการนอนหลับในตอนกลางคืน
  3. เข้านอนและตื่นให้เป็นเวลา ไม่ควรอดนอน
  4. ก่อนนอนหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่จะทำให้ประสาทตื่นตัว เช่น อ่านหนังสือ  ดูโทรทัศน์  วางแผนการทำงาน  และพูดคุยถกเถียง
  5. สร้างบรรยากาศการนอนหลับที่สบาย ความสูงของหมอนละเตียงนอน  ฯลฯ จะต้องเลือกแบบที่คุณชอบและเหมาะกับสรีระคุณ
  6. ปิดไฟให้สนิท จะช่วยนอนหลับง่ายขึ้น
  7. หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายที่ใช้แรงมาก และการฝึกโยคะก่อนนอน  ควรทำท่ากายบริหารเบาๆ  เท่านั้น  ไม่ควรหักโหม
  8. ไม่ควรซื้อยานอนหลับมากินเอง เพราะจะทำให้นอนหลับได้ยากขึ้น

 

 

Tips

ท่าโยคะผ่อนคลายก่อนนอน

การฝึกโยคะ “ท่าศพ”  จะทำให้เกิดการผ่อนคลายทั้งร่างกายและจิตใจ  มีขั้นตอนดั้งนี้

ให้นอนหงายบนพื้น  ปล่อยแขนห่างจากลำตัวเป็นมุม 45 องศา  หงายฝ่ามือขึ้น  งอนิ้วเล็กน้อย  กางขาออกให้กว้างกว่าช่วงไหลเล็กน้อย  หลับตาให้สนิท  สูดลมหายใจเข้าและออกลึกๆ  ช้าๆ  รวม 3-5 นาที

เคล็ดลับ

หายใจแบบโยคะคือ  หายใจเข้าให้ท้องป่อง  หายใจออกให้ท้องแฟบ  หายใจแบบนี้จะดีที่สุด  ฝึกอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง เวลาฝึกควรจะกำหนดความรู้สึกผ่อนคลายให้เป็นอวัยวะส่วนต่างๆ  ของร่างกาย  เริ่มตั้งแต่ศีรษะ จนกระทั้งถึงปลายเท้า

 

บทที่ 3

บำบัดอาหารด้วยธรรมชาติ

วัยทองเป็นช่วงที่ร่างกายและทางจิตใจเกิดการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะต้องได้รับอาหารที่ที่ถูกต้องมาบำรุงร่างกายของคุณ ดังนั้น อย่าลืมใส่ใจการกินในแบบ “รักตัวเอง” ให้มากขึ้น! ตามหลัก “ โภชนาบำบัด”

กินอย่างไรไม่ไห้อ้วน

วันนี้อ้วนง่ายถ้าไม่ดูแลตัวเอง  ดังนั้นต้องรู้จักการคำนวณแคลอรี  รู้เคล็ดลับการกินอย่างฉลาด! หากไม่ออกกำลังกายเป็นประจำ  และไม่ควบคุมอาหาร  ความอ้วนและโรคเรื้อรังต่างๆ  จะถามหาคุณในเร็ววัน!

ใน 1 วันควรได้รับพลังงานเท่าไหร่

          ถ้าต้องการรู้ว่าใน 1 วัน เราต้องการพลังงานกี่กิโลแคลอรี ให้คำนวณง่ายๆ ตามสูตรนี้

น้ำหนักตัวมาตรฐาน x 30 แล้วหารด้วย 3

ตัวอย่าง: คุณนายสมรสูง 160 เซนติเมตร

  • คำนวณหาน้ำหนักตัวมาตรฐาน (จากQ13)

[ (160 เซนติเมตร – 70) x 0.6 ]  = 54 กิโลกรัม

  • พลังงานที่ต้องการต่อวัน คือ

54 กิโลกรัม x 30 กิโลแคลอรี = 1,620 กิโลแคลอรี

  • พลังงานที่ต้องการต่อมื้อคือ

1,620 กิโลแคลอรี / 3 = 540 กิโลแคลอรี

6 เคล็ดลับสกัดความอ้วน

  1. กินอาหารให้เป็นเวลา นอกจากอาหารสามมื้อแล้ว  ไม่ควรกินจุบจิบ  อาหารเย็นควนกินไม่เกิน 6 โมงเย็น  ถ้าเลยเวลาสองทุ่มแล้วไม่ควรกินอาหารอีก
  2. ใช้มาตรฐานต่ำสาม สูงหนึ่ง (เกลือต่ำ น้ำตาลต่ำ แคลลอรีต่ำ แต่ไฟเบอร์สูง) ควรเลือกกินอาหารที่ไม่เลี่ยน  ลดอาหารประเภทเนื้อสัตว์  กินผักและผลไม้ให้มากๆ  พยายามเลี่ยงอาหารแปรรูปและอาหารทอดทั้งหลาย
  3. อย่ากินเพราะความอยาก และควรกินแค่พออิ่ม ไม่ต้องกินจนหมดเพราะเสียดายอาหารที่เหลือ
  4. ควรดื่มน้ำแกงก่อนกินข้าว กินผักสดก่อนเนื้อสัตว์  จะช่วยลดปริมาณการกินอาหารได้
  5. เคี้ยวอาหารช้าๆ อาหารหนึ่งคำควรเคี้ยวประมาณ 10 ครั้ง
  6. ดื่มน้ำเปล่าให้มากๆ ไม่กินขนมหวาน  เครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลม  หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมาก

Tips

กินผลไม้แทนขนม  ดื่มนมเป็นเครื่องดื่ม

เมื่อคุณคำนวณได้ค่าพลังงานที่ต้องการต่อมื้อของตัวเองว่ากี่แคลอรีแล้ว  เวลาจะเริ่มกิน  ควรดูฉลากอาหารซึ่งมักจะมีข้อมูลทางโภชนาการบอกปริมาณและร้อยละของปริมาณที่ควรได้รับในหนึ่งวัน  ถ้ามื้อนั้นๆ  ปริมาณแคลอรีเหลือให้คุณกินได้อีก  ก็จง “กินผลไม้แทนขนม ดื่มนมเป็นเครื่องดื่ม”  และอย่าลืมการออกกำลังกายด้วยเพื่อเผาผลาญพลังงานและร่างกายแข็งแรง

 

กินอะไรถึงไม่อ้วน

ถ้าอ้วนแล้วในช่วงวัยทอง  ควรกินอาหารจำพวกหน่อไม้  ถั่วงอก  ซึ่งช่วยปรับสมดุลร่ากายที่สะสมไขมันไว้ได้  นอกจากนี้  หัวไช้เท้าและหัวบุกก็ตอบโจทย์นี้ได้ดีเช่นกัน!

  1. หน่อไม้ อุดมไปด้วยใยอาหาร คาร์โบไฮเดรต โปรตีน  และกรดอมิโนร่างกายผลิตเองไม่ได้  ซึ่งสามารถรักษาโรคความดันโลหิตสูง  แล้วยังมีส่วนช่วยในการย่อย บำรุงรักษากระเพาะอาหารและลำไส้ ขับปัสสาวะและลดอาการบวม
  2. ถั่วงอก ให้พลังงานต่ำ มีใยอาหารสูง นอกจากนี้ยังมีโปรตีน  เกลือแร่

และวิตตามิน  จึงอุดมด้วยคุณค่าทางโภชนาการ  อีกทั้งยังช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอล  ทำให้ร่างกายสดชื่น  ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี

  1. หัวไช้เท้า อุดมด้วยสารอาหารต่างๆ เช่น  วิตามินเอ  วิตามินซี  แคลเซียม  ฟอสฟอรัส ฯลฯ  มีสรรพคุณช่วยย่อย  รักษาอาการคลื่นไส้ อาเจียนและท้องแห้ง  ช่วยล้างพิษ  ล้างผนังอาหารและกระเพาะลำไส้ ขับปัสสาวะ และบำรุงผิวพรรณ
  2. มันเทศ มีใยอาหารสูง จึงช่วยกระตุ้นบีบตัวของลำไส้และกระเพาะ ขับถ่ายสะดวก ลดอาการท้องผูก  และช่วยลดน้ำหนัก
  3. ข้าวโอ๊ต อุดมด้วยใยอาหาร  มีสรรพคุณช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของลำไส้  ช่วยเรื่องการขับถ่าย  ลดอาการท้องผูก  ถ้าผสมข้าวโอ๊ต  แบบรีดแผ่นเป็นเครื่องดื่ม  ก็ไม่ควรเติมเกลือหรือน้ำตาล  จึงจะให้ผลดีในการลดความอ้วน
  4. กล้วยหอม อุดมด้วยใยอาหารชนิดละลายได้ในน้ำ  ซึ่งกากใยอาหารชนิดนี้  จะช่วยปรับสภาพของเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ยับยั้งแบคทีเรียชนิดเหลว  และช่วยการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่มีประโยชน์  กล้วยหอมยังช่วยปรับระดับน้ำตาลในเลือดและลดความอยากอาหารด้วย
  5. หัวบุก มีใยอาหารสูง ไม่มีไขมันให้แคลอรีต่ำ  ช่วยลดน้ำหนัก  เพราะในหัวบุกมีสาระสำคัญที่เรียกว่า “กลูโคแมนแนน”  (glucomannan) ที่ร่างกายย่อยสลายไม่ได้ จึงถูกขับถ่ายออกมาเป็นกากอาหาร
  6. แอปเปิ้ล มีวิตมินและแร่ธาตุมากมาย  จึงช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้  เมื่อทำงานร่วมกับใยอาหาร  ไม่เพียงจะต่อต้านกับเชื้อแบคทีเรีย  ขับถ่ายสะดวก  ช่วยลดอาการท้องผูก  แต่ยังได้ผลค่อนข้างดีในการป้องกันความอ้วนในวัยทอง  เพราะช่วยลดคลอเลสเตอรอล  และลดความอยากอาหาร

Tips

รู้จัก “บุก”

หัวบุกหรือคอนยากุในภาษาญี่ปุ่น  เป็นพืชล้มลุกคล้ายพืชตระกูลมันเป็นสมุนไพรลดความอ้วนได้  มีสารกลูโคแมนแนนทีช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็ว เพราะพองตัวได้นานถึงครึ่งชั่วโมง  และช่วยลดการดูดซึมของน้ำตาลในร่างกาย

หัวบุกไม่ไห้พลังงาน  จึงมักจะถูกแปรรูปเป็นเส้นใยขุ่นคล้ายวุ้นเส้นหรือก้อนลูกเต๋าเล็กๆ  นำมาผสมกับเครื่องดื่ม  สกัด  และอาหารอื่นๆ  ทั้งคาวหวานได้

“วุ้นบุก”  ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการ  ไม่ให้พลังงานแคลอรีแก่ร่างกายเนื่องจากไม่มีการย่อยสลายเป็นน้ำตาลให้ร่างกาย  และไม่มีวิตามิน  ไม่มีแร่ธาตุอาหารหรือสารอาหารใดๆ  ที่เป็นประโยชน์ให้ระบบการสร้างเซลล์

การบิโภควุ้นบุกก็มีข้อควรระวัง  เนื่องจากวุ้นบุกสามารถขยายตัวได้มาก  ไม่ต่ำกว่า 20 เท่าของเนื้อวุ้นแห้ง  ดังนั้นจึงไม่ควรบริโภควุ้นบุกภายหลังอาหาร  ควรบริโภคก่อนอาหารไม่น้อยกว่า 30 นาที แต่การบริโภคอาหารที่ผลิตจากวุ้นทั่วไป เช่น วุ้นเส้น วุ้นก้อนหรือแท่งนั้น  บริโภคเป็นมื้ออาหารได้  เพราะได้ผ่านกรรมวิธี  ซึ่งวุ้นได้ขยายตัวมาก่อนแล้ว  ก่อนที่จะพองตัวได้อีกนั้นจึงเป็นไปได้ยากมาก

“ถั่ว” ป้องกันสารพัดอาการในวัยทองได้หรือไม่

ในพืชตระกูลถั่วโดยเฉพาะถั่วเหลืองมีไฟโตเอสโทรเจน  ซึ่งเป็นสารประกอบที่มีสูตรโคลงสร้างคล้ายฮอร์โมนเอสโทรเจนมากที่สุด  ดั้งนั้นการกินอาหารที่ทำจากถั่วจึงเป็นการเสริมฮอร์โมนเพศหญิงที่ลดลงไป  ทำให้สุขภาพแข็งแรงและช่วยป้องกันสุขภาพต่างๆได้

ช่วงวัยทองจะต้องกินผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วให้มากๆ

          ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่ว เช่น เต้าหู้ น้ำเต้าหู้ นมถั่วเหลือง ไส้ขนมที่ทำด้วยถั่ว    เป็นต้น มีแคลเซียมฟอสฟอรัส  โซเดียม  โพแทสเซียม  เหล็ก และวิตามินหลายชนิด ซึ่งสารอาหารเหล่านี้มีประสิทธิภาพในการปรับระบบการเผาผลาญ ไขมัน  และน้ำตาล  ลดความดันโลหิต ขจัดคลอเลสเตอรอล  ป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดหัวใจ ฯลฯ ขณะเดียวกันไฟโตเอสโทรเจนที่ได้จากถั่วเหลืองสามารถเสริมฮอร์โมนเพศหญิงที่ลดลง  ช่วยขจัดอาการต่างๆ ในวัยทองและยังช่วยบรรเทาผลกระทบต่อกระดูก  อันเนื่องจากฮอร์โมนเอสโทรเจนลดลง  เพราะฉะนั้นผู้ที่กระดูกหักง่ายในช่วงวัยทองจึงควรกินให้มากๆ

ผู้ที่ควรกินผลิตภัณฑ์จากถั่วแต่น้อย

  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานและโรคไต

แม้ว่าผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วจะมีประโยชน์มากมาย  แต่หากกินบ่อยเกินไป  จะเพิ่มการผลิตของเสียที่มีไนโตรเจน  ดังนั้นถ้าคุณเป็นโรคเบาหวานและโรคไตจึงจำเป็นต้องควบคุมปริมาณการกินผลิตภัณฑ์จากถั่ว  ควรกินสัปดาห์ละ 2 ครั้งก็พอ

  • ผู้ป่วยโรคเกาต์หรือผู้ที่มีความเข้มข้นของกรดยูริกในเลือดสูง

ปริมาณสารพิวรีนในถั่วเมล็ดแห้งมีปริมาณอยู่ปานกลาง ( 50-150 มก./อาหาร 100 กรัม) ถึงแม้ปริมาณสารพิวรีนไม่สูงเท่าเครื่องในสัตว์แต่ถ้าคุณเป็นโรคเกาต์มีความเข้มข้นของกรดยูริกในเลือดสูง จึงไม่ควรกินปริมาณมาก  ไม่เช่นนั้นจะทำให้อาการโรคเกาต์รุนแรงขึ้น  ทำให้บริเวณที่มีอาการกำเริบลักษณะบวมแดง  แสบร้อนและเจ็บปวดมาก  บางครั้งจะปวดข้อต่อกระดูกมากจนไม่สามารถห่มผ้าได้  เพราะฉะนั้นในช่วงที่โรคเกาต์กำเริบ  ห้ามกินผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วเด็ดขาด  และถึงอาการจะบรรเทาก็กินได้สัปดาห์ละครั้ง

  • ผู้ที่ลำไส้กระเพาะอาหารทำงานไม่ดี

หากกินผลิตภัณฑ์ที่ทำจากถั่วมากเกินไป  จะทำให้มีแก๊สในกระเพาะอาหารมาก  ระบบการย่อยไม่ดี  และยังขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กด้วย

Tips

วิธีเด็ดเพิ่มเมล็ดถั่วในอาหารที่เรากินในชีวิตประจำวัน

  • เติมเมล็ดถั่วแดงถั่วเขียวลอกเปลือก ในข้าวสวย ข้าวต้ม แกงจืด ซุป
  • ทำแกงจืดเห็ดหอมใส่ถั่วแดงรสชาติเข้ากันดี
  • ทำซุปถั่ว
  • ใส่เมล็ดถั่วต้มในสลัด หรือทำสลัดถั่ว
  • ต้มถั่วเขียว ถั่วแดงกับน้ำตาล กินเป็นอาหารว่างได้ทั้งร้อนและเย็น
  • นำเมล็ดถั่วต้มลอกเปลือกมาปั่นกับน้ำมะกอกให้ละเอียด ปรุงตามชอบ เป็นซอสดิป  (dip) จิ้มกับผัก

ควรกินอะไรเพื่อบรรเทาอาการหงุดหงิด

ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากดอกลาเวนเดอร์และดอกกุหลาบนั้น  เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวสำหรับผู้หญิงวัยทอง หากต้องกานบรรเทาการกลัดกลุ้ม กระวนกระวาย การเลือกอาหารที่สำคัญมากเป็นพิเศษ  เรามาเรียนรู้กัน

  1. ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากดอกลาเวนเดอร์ ดอกลาเวนเดอร์มีสรรพคุณลดความเครียด ความกดดัน ผ่อนคลายร่างกายและจิตใจ ช่วยบรรเทาอาการกระวนกระวายใจ หงุดหงิด นอนไม่หลับ หัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะให้ดีขึ้นได้
  2. ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากดอกกุหลาบ ดอกกุหลาบมีสรรพคุณช่วยให้ผ่อนคลาย ปรับความสมดุล  กระตุ้นความกระฉับกระเฉง รสหวานเล็กน้อยของกุหลาบทำให้อารมณ์เบิกบาน
  3. ข้าวโอ๊ต อุดมด้วยวิตามินบี 1 วิตามินอี แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก สังกะสี ฯลฯ ในปริมาณสูง มีส่วนช่วยปรับระบบประสาท เหมาะสำหรับคนวัยทองที่มีอารมณ์อ่อนไหวง่าย
  4. มะละกอ มะละกอสุกมีรสหวาน ประโยชน์หลักในเชิงแพทย์แผนจีน คือบรรเทาการกลัดกลุ้ม  สำหรับผู้ที่ท้อแท้  หดหู่  แนะนำให้กินมากๆ เพื่อกระตุ้นให้กระปรี้กระเปร่าขึ้น
  5. อาหารที่อุดมด้วยวิตามินซี วิตามินซีจะช่วยกระตุ้นอารมณ์ ลดความกดดัน  ผักผลไม้ต่างๆ  ล้วนอุดมไปด้วยวิตามินซี  เช่น ฝรั่ง สตรอเบอรี่ ส้ม มะเขือเทศ บร็อกโคลี่ เป็นต้น แต่เนื่องจากวิตามินซีนั้นสลายตัวได้ง่าย  เวลานำผักสดมาปรุงอาหาร อุณหภูมิจะต้องไม่สูงเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียวิตามินซี ผู้หญิงวัยทองควรได้รับวิตามินซีทุกวัน วันละ 1,000 มิลลิกรัม (มากหรือน้อยกว่านี้ก็แล้วแต่อาการ และคำแนะนำของแพทย์)
  6. อาหารที่อุดมด้วยวิตามินบี 5 วิตามินบี 5 มีมากในเนื้อสัตว์ ไข่แดง ถั่ว โยเกิร์ต หากขาดวิตามินบี 5 จะทำให้หงุดหงิด ฉุนเฉียวง่าย วิงเวียน ตาลาย เหนื่อยล้า และความดันโลหิตต่ำ ฯลฯ

Tips

มากินดอกไม้กัน

ดอกไม้หลายชนิดนั้นกินได้แน่ อาหารไทยและขนมไทยมักใช้ดอกไม้ที่ทำให้สุก หรือใช้ดอกไม้ที่แปรรูปเป็นกลิ่นหรือสกัดสีมาใช้  ส่วนของฝรั่งนั้น จะพยายามใช้ดอกไม้สดเพื่อให้เห็นชัดๆ ว่าใส่ดอกไม้ลงไป  เพื่อขับเน้นความสวยงามของอาหาร

ในการใช้ดอกไม้สดมาทำอาหาร จำเป็นต้องระมัดระวังในเรื่องความสดสะอาดของดอกไม้  ต้องทำความสะอาดให้ปราศจากสารพิษ ไม่มีโรค- แมลงติดมา และถ้าจำเป็นต้องล้าง ก็ต้องล้างอย่างพิถีพิถันระมัดระวัง  เพราะดอกไม้บอบปาง ช้ำง่าย เมื่อล้างแล้วก็ต้องผึ่งให้สะเด็ดน้ำ  ปัจจุบันนี้มีเครื่องสะบัดน้ำออกจากผัก (salad spinner) ซึ่งจะใช้ได้อย่างดีกับดอกไม้เช่นกัน

ลองเริ่มต้นกินดอกไม้กัน  ตักไอศกรีมรสชาติที่ชอบ (ที่กินแล้วไม่อ้วนก็ยิ่งดี) แล้วโรยกลีบกุหลาบ หรือกลีบดอกลาเวนเดอร์ที่สะอาด  ก็จะได้ของกินที่น่าชื่นใจ  ลดความเครียดในวัยทองได้ งามตาด้วย อร่อยชื่นใจลดอารมณ์หงุดหงิดได้ด้วย

 

 

 

     

 

   

 

 

 

 

 

Facebook Comments

ร่วมแสดงความคิดเห็น